
SHORT CUT
เทรนด์ใหม่มาแน่! เมื่อบอสรุ่นใหญ่เกษียณ แล้วคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า การทำงานที่บ้านอาจกลับมาฮิตกว่าเดิม
การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างผู้นำในโลกการทำงานกำลังสะท้อนสัญญาณของจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อหัวหน้ารุ่น “เบบี้บูมเมอร์” และ “เจนเอกซ์” ทยอยก้าวออกจากตำแหน่งบริหาร เมื่อนั้นการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home (WFH) จึงไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราวหรือทางเลือกในยามวิกฤตอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกยกระดับขึ้นเป็นรูปแบบการทำงานหลักที่องค์กรยุคใหม่เริ่มมองเห็นศักยภาพและนำมาใช้อย่างจริงจังมากขึ้น
หลายปีที่ผ่านมา โลกการทำงานเผชิญกับแรงผลักให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ หรือที่เรียกว่า Return to Office (RTO) อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากผู้บริหารระดับสูงที่เติบโตมากับวัฒนธรรมการทำงานแบบต้อง “เห็นหน้า เห็นตัว” เพื่อควบคุมและประเมินผลงานได้ใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่า กระแสดังกล่าวอาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว มากกว่าจะเป็นทิศทางระยะยาวของตลาดแรงงาน
งานวิจัยระบุว่า แรงผลักดันสำคัญของ RTO ส่วนใหญ่มาจากผู้บริหารรุ่นเก่าที่คุ้นชินกับระบบออฟฟิศแบบดั้งเดิม แต่เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้เริ่มเกษียณอายุ และอำนาจการตัดสินใจค่อย ๆ ถูกส่งต่อให้ผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง “มิลเลนเนียล” และ “เจนซี” มุมมองต่อการทำงานทางไกลก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ผู้บริหารรุ่นใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล และมองว่าการทำงานจากที่ใดก็ได้ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือ “นวัตกรรม” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พวกเขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของงานมากกว่าการนั่งประจำโต๊ะ และมองว่าสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (Work-Life Balance) เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและดึงดูดคนเก่ง
นักวิจัยคาดว่า การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีแนวโน้มยั่งยืน โดยมีแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความต้องการลดต้นทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ขององค์กร การเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถจ้างงานบุคลากรจากทั่วโลกโดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ และการแข่งขันแย่งชิงแรงงานคุณภาพในตลาดที่ตึงตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งระบบประชุมเสมือนจริง เครื่องมือทำงานร่วมกันผ่านคลาวด์ และแพลตฟอร์มบริหารจัดการทีมทางไกล ก็ช่วยลดข้อจำกัดของการไม่ได้พบหน้ากันโดยตรง ทำให้การทำงานแบบ Remote Working มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากการทำงานในออฟฟิศแบบเดิม
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า เมื่อการเปลี่ยนรุ่นของผู้นำองค์กรเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ สัดส่วนของการทำงานจากที่บ้านจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของโลกการทำงานในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะสำหรับคนวัยทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดสรรชีวิต ครอบครัว และอาชีพไปพร้อมกัน
ที่มา : fortune