
SHORT CUT
กางแผนรับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 15% คลังมองเป็นโอกาสระยะสั้น พาณิชย์เร่งเปิดตลาดใหม่-ปิดดีล FTA ลดเสี่ยงพึ่งพาตลาดเดียว พร้อมตั้งศูนย์ช่วยผู้ประกอบการ
สถานการณ์การค้าโลกกำลังเข้าสู่โหมดตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ เตรียมปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเป็น 15% ตามมาตรา 122 ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ แม้ตัวเลขจะดูน่ากังวล แต่ในมุมมองของ "ทีมไทยแลนด์" นี่อาจเป็นโอกาสในระยะสั้น
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายุทธศาสตร์ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีนที่สูงเกินไป โดยปัจจุบันการส่งออกไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 10% ของ GDP
แผนรับมือคือการ "กระจายความเสี่ยง" ไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง (โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย) อย่างตลาดอินเดียนั้นมีอุปสงค์มหาศาล ซึ่งไทยกำลังเร่งเจรจาลดอุปสรรคทางเทคนิคเพื่อส่งสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและอื่นๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของเขา การเปิดตลาดใหม่นี้จะช่วยสร้างสมดุลและรักษาเสถียรภาพทางการค้าของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ความคืบหน้าด้านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันการเจรจาการค้ายังต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งดำเนินการในเรื่องของ FTA กับ ศรีลังกา และ สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ลงนามไปก่อนหน้านี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่ออนุมัติและประกาศใช้
ส่วนเป้าหมายในปีนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าปิดดีลการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ แคนาดา ให้สำเร็จภายในปีนี้
โดยแคนาดานั้นมีความสำคัญเพราะได้แสดงความต้องการเปิดเสรีการค้ากับอาเซียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนทบทวน FTA ฉบับเดิมเพื่อบรรจุประเด็นสมัยใหม่อย่าง การค้าดิจิทัล (Digital Trade) และเร่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีมีการใช้สิทธิเต็ม 100% จาก FTA ที่มีการเจรจาไปแล้ว
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือกับผลกระทบภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ปรับมาตรการทางภาษีล่าสุด โดยระบุว่าได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อวางยุทธศาสตร์การเจรจาและเตรียมการตั้งรับให้ดีที่สุด
ทั้ปัจจุบันอัตราภาษีเฉลี่ยของไทยและอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 19% แต่มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 15% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน การปรับลดลงมานี้ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสินค้าไทยบางรายการอาจลดลงเหลือต่ำกว่า 10%
นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศคู่แข่งที่เคยได้สิทธิภาษี 10% จะต้องถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15% เท่ากัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยมีความเท่าเทียมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดและเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นๆ ในระยะยาว
การส่งออกสินค้าและบริการถือเป็นหัวใจหลักเพราะมีสัดส่วนรวมกันถึง 70% ของ GDP เนื่องจากสินค้า 60% และบริการ 10% โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลก
ขณะเดียวกันยังเตรียมยกระดับความโปร่งใสผ่านระบบ Digital Government โดยร่วมมือกับ Microsoft ใช้ระบบ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูลภาษีและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติและลดปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม