
SHORT CUT
ย้อนรอยประเด็นร้อน สตง. ตั้งทีมเฉพาะกิจ เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส
ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ "ความน่าเชื่อถือ" คือหัวใจสำคัญของสื่อมวลชน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่ท้าทายศรัทธาของผู้ชม
ปัญหาหลักที่จุดชนวนความสนใจของสังคมคือ ข้อสงสัยด้าน "ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส" ภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการบริหารจัดการงบประมาณ งบประมาณมหาศาลที่ Thai PBS ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรนั้น มีที่มาจาก "เงินภาษีของประชาชน" ในฐานะสื่อสาธารณะ การจัดการเงินทุกบาททุกสตางค์จึงต้องสามารถตรวจสอบได้และโปร่งใสที่สุด
ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง. ได้สั่งการแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจ 16 คน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมือดีจาก 3 ด้านหลักได้แก่ ด้านการเงิน ด้านสืบสวน และด้านความคุ้มค่า เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หน่วยงานสื่อสาธารณะ
สิ่งที่ สตง. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการพบว่ามีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียว กวาดสัญญาจ้างผลิตรายการข่าวแบบวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท ทั้งที่มีคำถามว่าไทยพีบีเอสมีบุคลากรและอุปกรณ์พร้อมอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องจ้างภายนอกด้วยงบประมาณมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีรายการจัดซื้อจัดจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น การจ้างที่ปรึกษาหรือผู้แปลซับไตเติล ที่มักใช้วิธีเฉพาะเจาะจงโดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเสมอ
ไทยพีบีเอส คือองค์กรที่ยืนอยู่บนเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ หรือเรียกกันว่า "ภาษีบาป" ในอัตรา 1.5% โดยกฎหมายกำหนดให้มีรายได้สูงสุดไม่เกิน ปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ในช่วงหลังปี 2557 รายได้รวมพุ่งสูงถึง 2,200 - 2,500 ล้านบาทต่อปี จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล
ย้อนไปเมื่อปี 2551 ได้รับทุนประเดิมจากทรัพย์สินที่โอนมาจาก สปน. กว่า 1,107 ล้านบาท และรัฐบาลอนุมัติงบให้อีก 340 ล้านบาท
นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ไทยพีบีเอสเริ่มมี รายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยต้นทุนการผลิตรายการสูงถึงปีละกว่า 1,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรอีกราว 600 - 700 ล้านบาทต่อปี
เมื่อกางงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี พ.ศ.2565-2567 ที่มีการรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แบบละเอียด กลับพบการบริหารจัดการงบประมาณที่มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
ในรายงาน ระบุ "ข้อมูลทั่วไป" หมายเหตุประกอบงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่า ส.ส.ท. เป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะต้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโพรทัศน์ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 โดย พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เป็นองค์การสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงผลกำไรแห่งแรกของประเทศไทย
พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตรา "ร้อยละหนึ่งจุดห้า" ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ
โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละ "ไม่เกินสองพันล้านบาท" ในการนำส่งเงินบำรุงองค์การเพื่อเป็นรายได้องค์การให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้นำส่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดเก็บ การนำส่งเงิน การงดเว้น การยกเว้น การลดหย่อนและการขอคืนเงินบำรุงองค์การขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาธารณะแห่งประเทศไทยสำหรับสุราและยาสูบ พ.ศ. 2557 ประกาศ ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557
ทั้งนี้กรมบัญชีกลางเริ่มดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558
จากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เผยผลการดำเนินงาน (Annual Report) ที่รายงานต่อสภาฯ ใน 3 ปี หลังสุด พบข้อมูลดังนี้
ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์รวมขององค์กรที่ลดฮวบจาก 7,371.6 ล้านบาทในปี 2565 เหลือเพียง 6,909.1 ล้านบาทในปี 2567
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดรายจ่าย สิ่งที่น่ากังวลคือ "ค่าใช้จ่ายบุคลากร" ที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2565 อยู่ที่ 736.9 ล้านบาท ขยับเป็น 752.6 ล้านบาทในปี 2566 และแตะระดับ 802.8 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่สูงถึง 669.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ "ค่าใช้จ่ายงานสารสนเทศ (IT)" ยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่งบประมาณ "บวม" อย่างผิดสังเกต โดยพุ่งจาก 160.4 ล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาเป็น 177.9 ล้านบาทในปี 2566 และทะยานสู่ 192.3 ล้านบาทในปี 2567
ในส่วนของ "ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ" แม้ภาพรวมจะดูเหมือนลดลงจาก 1,165 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 961.8 ล้านบาทในปี 2567 แต่รายละเอียดปลีกย่อยกลับพบค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจ
เช่น ค่าจ้างบุคลากรภายนอก ที่สูงถึง 137.7 - 172.2 ล้านบาทต่อปี และ ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย ที่ยืนระยะสูงถึง 617 - 742 ล้านบาทต่อปี
ในการรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2566 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 13 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 17 กับยายน 2567 มีจุดที่น่าสนใจ เมื่อที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง "การใช้งบประมาณเกินกว่าที่ได้รับ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ" และยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ "นักข่าวพลเมือง" และ "สภาผู้ชมผู้ฟัง" ว่าได้มีส่วนร่วมจริงหรือไม่
1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 736.9 ล้านบาท
2.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 1,165 ล้านบาท แบ่งเป็น
3.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 215.2 ล้านบาท
4.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 413.7 ล้านบาท แบ่งเป็น
5.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 384.2 ล้านบาท
สรุปปี 2565 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -251.8 ล้านบาท
สินทรัพย์รวม 7,066.5 ล้านบาท
รายได้รวม 2,552.3 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายรวม 2,827.4 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 752.6 ล้านบาท
2.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 1,032.6 ล้านบาท แบ่งเป็น
3.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 240.2 ล้านบาท
4.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 423.3 ล้านบาท แบ่งเป็น
5.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 378.6 ล้านบาท
สรุปปี 2566 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -275.6 ล้านบาท
สินทรัพย์รวม 6,909.1 ล้านบาท
รายได้รวม 2,594.8 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายรวม 2,771.9 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 802.8 ล้านบาท แบ่งเป็น
3.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 961.8 ล้านบาท
4.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 230.2 ล้านบาท
5.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 416.7 ล้านบาท แบ่งเป็น
6.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 360.1 ล้านบาท
สรุปปี 2567 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -177.9 ล้านบาท
ที่มา : thansettakij