svasdssvasds

เจาะงบ ThaiPBS หลัง สตง. ลุยสอบ ปมจัดซื้อจ้างพิเศษบริษัทเดียว 36 ล้าน

เจาะงบ ThaiPBS หลัง สตง. ลุยสอบ ปมจัดซื้อจ้างพิเศษบริษัทเดียว 36 ล้าน

ย้อนรอยประเด็นร้อน สตง. ตั้งทีมเฉพาะกิจ เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส

SHORT CUT

  • สตง. ตั้งทีมเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบไทยพีบีเอส กรณีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัทเอกชนรายเดียวต่อเนื่อง 3 ปี มูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท
  • ไทยพีบีเอสประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน (2565-2567) แม้จะมีรายได้จากภาษีบาปและค่าบริการโครงข่ายรวมปีละกว่า 2,500 ล้านบาท
  • งบการเงินย้อนหลังพบค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านสารสนเทศ (IT) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลประกอบการที่ติดลบ

ย้อนรอยประเด็นร้อน สตง. ตั้งทีมเฉพาะกิจ เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส

ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ "ความน่าเชื่อถือ" คือหัวใจสำคัญของสื่อมวลชน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่ท้าทายศรัทธาของผู้ชม

ปัญหาหลักที่จุดชนวนความสนใจของสังคมคือ ข้อสงสัยด้าน "ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส" ภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการบริหารจัดการงบประมาณ งบประมาณมหาศาลที่ Thai PBS ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรนั้น มีที่มาจาก "เงินภาษีของประชาชน" ในฐานะสื่อสาธารณะ การจัดการเงินทุกบาททุกสตางค์จึงต้องสามารถตรวจสอบได้และโปร่งใสที่สุด

ย้อนไทม์ไลน์ สตง. ส่งทีมเฉพาะกิจ ลุยสอบ

ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง. ได้สั่งการแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจ 16 คน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมือดีจาก 3 ด้านหลักได้แก่ ด้านการเงิน ด้านสืบสวน และด้านความคุ้มค่า เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หน่วยงานสื่อสาธารณะ

  • ธันวาคม 2568 : พนักงานในองค์กร ร้องเรียนเรื่องผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน (17,000 - 30,000 บาท) แต่ยังใช้รถส่วนกลางรับ-ส่งตนเอง ซึ่งอาจจะถือเป็นการรับผลประโยชน์ซ้ำซ้อนหรือไม่

 

  • มกราคม 2569 : สตง. รับเรื่องร้องเรียน เริ่มตั้งทีมสืบสวนหาข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ออกมายอมรับว่า "ไม่มีระเบียบเรื่องการใช้รถหลวง" มาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2551
  • 18 ก.พ. 2569 : ทีมเฉพาะกิจ สตง. 6 คนแรก นำโดยผู้ช่วยผู้ว่าการฯ เข้าตรวจพื้นที่จริง เน้นไปที่การจัดซื้อจัดจ้างของสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา
  • 22 ก.พ. 2569 : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ออกหนังสือการันตีว่าอดีต ผอ.สำนักข่าว ไม่มีความผิดกรณีใช้รถหลวง โดยอ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่พบการผิดระเบียบ 
  • ณ ปัจจุบัน : สตง. กำลังขยายผลการตรวจสอบไปสู่การ "แบ่งซื้อแบ่งจ้าง" และการใช้ "วิธีเฉพาะเจาะจง" ในการจ้างผลิตรายการที่ส่อเจตนาเลี่ยงการประมูลแข่งขัน

ช่องโหว่ "วิธีพิเศษ" จ้างผลิตรายการ ราคาสูงเกินจริง?

สิ่งที่ สตง. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการพบว่ามีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียว กวาดสัญญาจ้างผลิตรายการข่าวแบบวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท ทั้งที่มีคำถามว่าไทยพีบีเอสมีบุคลากรและอุปกรณ์พร้อมอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องจ้างภายนอกด้วยงบประมาณมหาศาล

นอกจากนี้ยังมีรายการจัดซื้อจัดจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น การจ้างที่ปรึกษาหรือผู้แปลซับไตเติล ที่มักใช้วิธีเฉพาะเจาะจงโดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเสมอ

ส่องขุมทรัพย์ภาษีบาป

ไทยพีบีเอส คือองค์กรที่ยืนอยู่บนเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ หรือเรียกกันว่า "ภาษีบาป" ในอัตรา 1.5% โดยกฎหมายกำหนดให้มีรายได้สูงสุดไม่เกิน ปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ในช่วงหลังปี 2557 รายได้รวมพุ่งสูงถึง 2,200 - 2,500 ล้านบาทต่อปี จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล

 

ย้อนไปเมื่อปี 2551 ได้รับทุนประเดิมจากทรัพย์สินที่โอนมาจาก สปน. กว่า 1,107 ล้านบาท และรัฐบาลอนุมัติงบให้อีก 340 ล้านบาท

นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ไทยพีบีเอสเริ่มมี รายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยต้นทุนการผลิตรายการสูงถึงปีละกว่า 1,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรอีกราว 600 - 700 ล้านบาทต่อปี

กางงบการเงินย้อนหลัง "ตัวแดง" 3 ปีซ้อน

เมื่อกางงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี พ.ศ.2565-2567 ที่มีการรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แบบละเอียด กลับพบการบริหารจัดการงบประมาณที่มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

ในรายงาน ระบุ "ข้อมูลทั่วไป" หมายเหตุประกอบงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่า ส.ส.ท. เป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะต้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโพรทัศน์ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 โดย พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เป็นองค์การสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงผลกำไรแห่งแรกของประเทศไทย

พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตรา "ร้อยละหนึ่งจุดห้า" ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ

โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละ "ไม่เกินสองพันล้านบาท" ในการนำส่งเงินบำรุงองค์การเพื่อเป็นรายได้องค์การให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้นำส่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดเก็บ การนำส่งเงิน การงดเว้น การยกเว้น การลดหย่อนและการขอคืนเงินบำรุงองค์การขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาธารณะแห่งประเทศไทยสำหรับสุราและยาสูบ พ.ศ. 2557 ประกาศ ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557

ทั้งนี้กรมบัญชีกลางเริ่มดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558

จากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เผยผลการดำเนินงาน (Annual Report) ที่รายงานต่อสภาฯ ใน 3 ปี หลังสุด พบข้อมูลดังนี้ 

  • ปี 2565: มีรายได้รวม 2,663.4 ล้านบาท รายจ่ายพุ่งถึง 2,915.2 ล้านบาท ส่งผลให้ติดลบ -251.8 ล้านบาท
  • ปี 2566: รายได้ลดลงเหลือ 2,552.3 ล้านบาท แต่รายจ่ายยังคงสูงถึง 2,827.4 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขติดลบขยับขึ้นเป็น -275.6 ล้านบาท
  • ปี 2567: แม้จะพยายามบีบรายจ่ายลงเหลือ 2,771.9 ล้านบาท และมีรายได้ 2,594.8 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่พ้นสภาวะติดลบที่ -177.9 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์รวมขององค์กรที่ลดฮวบจาก 7,371.6 ล้านบาทในปี 2565 เหลือเพียง 6,909.1 ล้านบาทในปี 2567

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดรายจ่าย สิ่งที่น่ากังวลคือ "ค่าใช้จ่ายบุคลากร" ที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2565 อยู่ที่ 736.9 ล้านบาท ขยับเป็น 752.6 ล้านบาทในปี 2566 และแตะระดับ 802.8 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่สูงถึง 669.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ "ค่าใช้จ่ายงานสารสนเทศ (IT)" ยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่งบประมาณ "บวม" อย่างผิดสังเกต โดยพุ่งจาก 160.4 ล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาเป็น 177.9 ล้านบาทในปี 2566 และทะยานสู่ 192.3 ล้านบาทในปี 2567 

ในส่วนของ "ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ" แม้ภาพรวมจะดูเหมือนลดลงจาก 1,165 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 961.8 ล้านบาทในปี 2567 แต่รายละเอียดปลีกย่อยกลับพบค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจ

เช่น ค่าจ้างบุคลากรภายนอก ที่สูงถึง 137.7 - 172.2 ล้านบาทต่อปี และ ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย ที่ยืนระยะสูงถึง 617 - 742 ล้านบาทต่อปี

เสียงท้วงติงจากวุฒิสภา

ในการรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2566 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 13 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 17 กับยายน 2567 มีจุดที่น่าสนใจ เมื่อที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง "การใช้งบประมาณเกินกว่าที่ได้รับ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ" และยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ "นักข่าวพลเมือง" และ "สภาผู้ชมผู้ฟัง" ว่าได้มีส่วนร่วมจริงหรือไม่ 

เปิดงบการเงินปี 2565-2567 ใช้จ่ายอะไรบ้าง

ปี 2565

  • สินทรัพย์รวม 7,371.6 ล้านบาท
  • รายได้รวม 2,663.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายรวม 2,915.2 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 736.9 ล้านบาท

  • เงินเดือนและค่าตอบแทน 609.7ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายสวัสดิการ 64 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายเงินผลประโยชน์พนักงาน 63.1ล้านบาท

2.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 1,165 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย 742 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายพิธีกร 45 ล้านบาท
  • ค่าผู้ประกาศ 20.2 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายแขกรับเชิญ 33.5 ล้านบาท
  • ค่าลิขสิทธิ์ข่าว 21.3 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำ 32.4 ล้านบาท
  • ค่าจ้างบุคลากรภายนอก 172.2 ล้านบาท
  • ค่าผลิตรายการวิทยุ 5.6 ล้านบาท
  • ต้นทุนเกี่ยวกับข่าวและรายการ 23.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 33.6 ล้านบาท
  • ค่าโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 2.7 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 16.5 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 5.1 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์รายการ 4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น 6.3 ล้านบาท

3.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 215.2 ล้านบาท

4.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 413.7 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ค่าฝึกอบรมและพัฒนา 4.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายส่วนอาคารสำนักงาน 45.6 ล้านบาท
  • ค่าไฟฟ้า 30.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 18.5 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 18.7 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 8.7 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์ 11.2 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ต่ำกว่าเกณฑ์ 9.4 ล้านบาท
  • ค่าวัสดุสิ้นเปลือง 4.8 ล้านบาท
  • ค่าซ่อมแซม 32.3 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประกันภัย 6.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายงานสารสนเทศ 160.4 ล้านบาท
  • ค่าที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 7.6 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการประชุม 3.6 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรม 10.3 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายบริหารงานอื่นๆ 39.7 ล้านบาท

5.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 384.2 ล้านบาท

สรุปปี 2565 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -251.8 ล้านบาท

ปี 2566 

สินทรัพย์รวม 7,066.5 ล้านบาท

รายได้รวม 2,552.3 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายรวม 2,827.4 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 752.6 ล้านบาท 

  • เงินเดือนและค่าตอบแทน 631.1 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายสวัสดิการ 61.2 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายเงินผลประโยชน์พนักงาน 60.2 ล้านบาท

2.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 1,032.6 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย 617 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายพิธีกร 42.5 ล้านบาท
  • ค่าผู้ประกาศ 20.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายแขกรับเชิญ 30.3 ล้านบาท
  • ค่าลิขสิทธิ์ข่าว 20.2 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำ 42.5 ล้านบาท
  • ค่าจ้างบุคลากรภายนอก 154 ล้านบาท
  • ค่าผลิตรายการวิทยุ 6.3 ล้านบาท
  • ต้นทุนเกี่ยวกับข่าวและรายการ 17.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 41.2 ล้านบาท
  • ค่าโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 2.6 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 15.9 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 4.7 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์รายการ 5.9 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น 10.8 ล้านบาท

3.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 240.2 ล้านบาท

4.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 423.3 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ค่าฝึกอบรมและพัฒนา 3.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายส่วนอาคารสำนักงาน 44.2 ล้านบาท
  • ค่าไฟฟ้า 35.1 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 19.9 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 18.1 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 9.1 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์ 8.5 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ต่ำกว่าเกณฑ์ 4.5 ล้านบาท
  • ค่าวัสดุสิ้นเปลือง 4.1 ล้านบาท
  • ค่าซ่อมแซม 18.4 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประกันภัย 5.5 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายงานสารสนเทศ 177.9 ล้านบาท
  • ค่าที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 12.1 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการประชุม 3.8 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรม 7.6 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายบริหารงานอื่นๆ 50.3 ล้านบาท

5.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 378.6 ล้านบาท

สรุปปี 2566 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -275.6 ล้านบาท

ปี 2567 

สินทรัพย์รวม 6,909.1 ล้านบาท

รายได้รวม 2,594.8 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายรวม 2,771.9 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.ค่าใช้จ่ายบุคลากร 802.8 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • เงินเดือนและค่าตอบแทน 669.5 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายสวัสดิการ 64.8 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายเงินผลประโยชน์พนักงาน 68.4 ล้านบาท

3.ต้นทุนผลิตและจัดหารายการ 961.8 ล้านบาท

  • ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย 617 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายพิธีกร 42.4 ล้านบาท
  • ค่าผู้ประกาศ 20.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายแขกรับเชิญ 29.6 ล้านบาท
  • ค่าลิขสิทธิ์ข่าว 20.7 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำ 33.4 ล้านบาท
  • ค่าจ้างบุคลากรภายนอก 137.7ล้านบาท
  • ค่าผลิตรายการวิทยุ 5.6 ล้านบาท
  • ต้นทุนเกี่ยวกับข่าวและรายการ 18.4 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 39.2 ล้านบาท
  • ค่าโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 1.9 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 14.8 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 5.1 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์รายการ 4.1 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น 21.2 ล้านบาท

4.ต้นทุนโครงข่ายส่งสัญญาณฯ 230.2 ล้านบาท

5.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 416.7 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ค่าฝึกอบรมและพัฒนา 3.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายส่วนอาคารสำนักงาน 49 ล้านบาท
  • ค่าไฟฟ้า 31.1 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 10.7 ล้านบาท
  • ค่าเช่ายานพาหนะ 16.4 ล้านบาท
  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 8.7 ล้านบาท
  • ค่าประชาสัมพันธ์ 6.3 ล้านบาท
  • ค่าอุปกรณ์ต่ำกว่าเกณฑ์ 3.5 ล้านบาท
  • ค่าวัสดุสิ้นเปลือง 5.6 ล้านบาท
  • ค่าซ่อมแซม 19.2 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประกันภัย 4.9 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายงานสารสนเทศ 192.3 ล้านบาท
  • ค่าที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 9.6 ล้านบาท
  • ค่าเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการประชุม 4.7 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรม 1.8 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายบริหารงานอื่นๆ 48.4 ล้านบาท

6.ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย 360.1 ล้านบาท

สรุปปี 2567 รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย -177.9 ล้านบาท

ที่มา : thansettakij 

related