svasdssvasds

สถาบันอาหารเปิดตัวโมเดล NFI FoodNEXT ทางรอด Food SME ยุคต้นทุนพุ่ง

สถาบันอาหารเปิดตัวโมเดล NFI FoodNEXT ทางรอด Food SME ยุคต้นทุนพุ่ง

สถาบันอาหาร (NFI) เปิดตัวแพลตฟอร์ม NFI FoodNEXT ชี้ช่องรอด SME เข้าถึงเทคโนโลยีราคาแพงได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนวิจัย และ ปั้นสินค้าใหม่ไวขึ้น พร้อมดันยอดส่งออกอาหารไทยปี 69 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท

SHORT CUT

  • สถาบันอาหารเปิดตัวโมเดล NFI FoodNEXT ช่วย SME ลดต้นทุนและความเสี่ยง ด้วยการให้เช่าใช้เครื่องจักรแปรรูปอาหารที่ทันสมัยแทนการลงทุนซื้อเอง
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
  • สนับสนุนการเข้าสู่ตลาดสากลผ่านบริการห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้า

สถาบันอาหาร (NFI) เปิดตัวแพลตฟอร์ม NFI FoodNEXT ชี้ช่องรอด SME เข้าถึงเทคโนโลยีราคาแพงได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนวิจัย และ ปั้นสินค้าใหม่ไวขึ้น พร้อมดันยอดส่งออกอาหารไทยปี 69 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท

แชร์ทรัพยากร กลยุทธ์ลดต้นทุน SME

ที่มา: ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ไปยดา หาญชัยสุขสกุล

ในสภาวะที่ดอกเบี้ยและค่าครองชีพสูง การที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะลงทุนเครื่องจักรแปรรูปอาหารหลักล้านถือเป็นความเสี่ยงสูง สถาบันอาหาร (NFI) จึงใช้กลยุทธ์ การแชร์ทรัพยากร ผ่านศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีฯ ไม่ว่าจะเป็น Retort เทคโนโลยีสำหรับอาหารพร้อมทานไม่ต้องแช่เย็น , Freeze Dryer สำหรับผลไม้แห้งพรีเมียม กาแฟสำเร็จรูป หรือ ผงสมุนไพรที่ต้องการคงคุณค่าอาหารสูงสุด , Vacuum Fryer ตอบโจทย์ขนม Low-Fat และ Tray Drayer สำหรับผักผลไม้อบแห้งมาตรฐาน

การเปลี่ยนโมเดลจากการ ‘ซื้อ’ มาเป็นการ ‘เช่าใช้’ ช่วยให้ SME ผลิตสินค้าล็อตเล็กเพื่อทดสอบตลาดได้จริง (Speed to Market) หากไม่ตอบโจทย์ก็สามารถปรับสูตรได้ทันทีโดยไม่เจ็บตัวหนัก ซึ่งการเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

 

ปั้น ‘นวัตกรรมกินได้จริง’ ถอดบทความสำเร็จจากภูมิปัญญาสู่สากล

เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนเครื่องจักร SME จึงสามารถโฟกัสที่การสร้างสรรค์ ‘มูลค่าใหม่’ (Value Addition) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแบรนด์ เส่งเฮง ที่นำภูมิปัญญาเต้าหู้ 73 ปี มาพัฒนาสู่กลุ่ม Plant-Based พร้อมทาน หรือแบรนด์ Krispy Preme ที่เปลี่ยนกล้วยหอมทองไทยให้กลายเป็น ‘กล้วยหอมทองป๊อบ’ สร้างความแตกต่างในตลาดของว่างเพื่อสุขภาพ

ที่มา: ผู้ประกอบการ เต้าหู้ เส่งเฮง

ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมที่กินได้จริง สินค้าเกษตรพื้นบ้านจะถูกยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมทันที แต่การจะก้าวไปสู่ระดับสากลได้อย่างเต็มตัวนั้น ลำพังเพียงนวัตกรรมและรสชาติอาจไม่เพียงพอ เพราะมาตรฐานความปลอดภัยคือปราการด่านถัดไปที่ละเลยไม่ได้

ที่มา: ผู้ประกอบการกล้วยหอมทองป๊อป

มาตรฐานความปลอดภัย ใบเบิกทางสำคัญสู่ความน่าเชื่อถือระดับสากล

สถาบันอาหารเปิดตัวโมเดล NFI FoodNEXT ทางรอด Food SME ยุคต้นทุนพุ่ง

ในตลาดโลกปัจจุบัน ‘ใบรับรอง’ มีน้ำหนักไม่แพ้รสชาติ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังยุโรปหรือเอเชียตะวันออกที่ต้องผ่านการตรวจเข้มทั้งสารตกค้างและโลหะหนัก บริการแล็บมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จึงเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่จะเปลี่ยนสินค้าชุมชนให้กลายเป็นสินค้าสากล

นอกจากนี้ การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ตลาดฮาลาล หรือกลุ่มผู้สูงอายุ จำเป็นต้องมีผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำมายืนยัน ตั้งแต่การตรวจ DNA ฮาลาล ไปจนถึงการจัดทำฉลากโภชนาการที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็น ‘ใบเบิกทาง’ ทางกฎหมายที่ช่วยธุรกิจได้จริง และมาตรฐานเหล่านี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมในปี 2026

ส่องโอกาสตลาดใหม่ 1.55 ล้านล้านบาท และเทรนด์อาหาร 2026

การจะผลักดันมูลค่าการส่งออกอาหารไทยให้แตะเป้าหมาย 1.55 ล้านล้านบาทในปี 2026 ไม่สามารถอาศัยเพียงการขายสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสู่กลุ่ม Future Food และสินค้ามูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเทรนด์ Personalized Nutrition หรืออาหารเฉพาะบุคคลที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพ และการปรับตัวรับเกณฑ์ Green Compliance หรือมาตรฐานความยั่งยืนที่กลายเป็นข้อบังคับทางการค้า สิ่งเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญที่สถาบันอาหารนำมาเป็นโจทย์ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์

สถาบันอาหารเปิดตัวโมเดล NFI FoodNEXT ทางรอด Food SME ยุคต้นทุนพุ่ง

ในทางปฏิบัติ การจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าว สถาบันอาหารได้จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยผู้ประกอบการใน 3 ด้านหลัก คือ 

  • Speed to Market ผ่านการใช้โรงงานต้นแบบเพื่อเร่งการพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงให้ทันต่อความต้องการของตลาดโลก 
  • Cost Efficiency ด้วยการใช้เครือข่ายโรงงานต้นแบบเพื่อลดภาระต้นทุนวิจัยที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ของรายย่อย 
  • Trust & Reliability การวางระบบความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อให้สินค้าไทยได้รับความน่าเชื่อถือระดับสากล

นอกจากนี้ ยังมีการใช้พื้นที่อย่าง Culinary Center เป็นฐานในการทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น Cloud Kitchen และการฝึกทักษะการปรุงอาหารมูลค่าสูง ควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อแหล่งเงินทุนผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อให้ SME มีสภาพคล่องเพียงพอในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็น ‘สินค้าขายดี’ ในตลาดใหม่อย่างยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศ CIS กลไกทั้งหมดนี้จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาหารไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายร้อยละ 2.6 และสร้างความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง

related