
SHORT CUT
สถาบันอาหาร (NFI) เปิดตัวแพลตฟอร์ม NFI FoodNEXT ชี้ช่องรอด SME เข้าถึงเทคโนโลยีราคาแพงได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนวิจัย และ ปั้นสินค้าใหม่ไวขึ้น พร้อมดันยอดส่งออกอาหารไทยปี 69 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท
ในสภาวะที่ดอกเบี้ยและค่าครองชีพสูง การที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะลงทุนเครื่องจักรแปรรูปอาหารหลักล้านถือเป็นความเสี่ยงสูง สถาบันอาหาร (NFI) จึงใช้กลยุทธ์ การแชร์ทรัพยากร ผ่านศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีฯ ไม่ว่าจะเป็น Retort เทคโนโลยีสำหรับอาหารพร้อมทานไม่ต้องแช่เย็น , Freeze Dryer สำหรับผลไม้แห้งพรีเมียม กาแฟสำเร็จรูป หรือ ผงสมุนไพรที่ต้องการคงคุณค่าอาหารสูงสุด , Vacuum Fryer ตอบโจทย์ขนม Low-Fat และ Tray Drayer สำหรับผักผลไม้อบแห้งมาตรฐาน
การเปลี่ยนโมเดลจากการ ‘ซื้อ’ มาเป็นการ ‘เช่าใช้’ ช่วยให้ SME ผลิตสินค้าล็อตเล็กเพื่อทดสอบตลาดได้จริง (Speed to Market) หากไม่ตอบโจทย์ก็สามารถปรับสูตรได้ทันทีโดยไม่เจ็บตัวหนัก ซึ่งการเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนเครื่องจักร SME จึงสามารถโฟกัสที่การสร้างสรรค์ ‘มูลค่าใหม่’ (Value Addition) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแบรนด์ เส่งเฮง ที่นำภูมิปัญญาเต้าหู้ 73 ปี มาพัฒนาสู่กลุ่ม Plant-Based พร้อมทาน หรือแบรนด์ Krispy Preme ที่เปลี่ยนกล้วยหอมทองไทยให้กลายเป็น ‘กล้วยหอมทองป๊อบ’ สร้างความแตกต่างในตลาดของว่างเพื่อสุขภาพ
ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมที่กินได้จริง สินค้าเกษตรพื้นบ้านจะถูกยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมทันที แต่การจะก้าวไปสู่ระดับสากลได้อย่างเต็มตัวนั้น ลำพังเพียงนวัตกรรมและรสชาติอาจไม่เพียงพอ เพราะมาตรฐานความปลอดภัยคือปราการด่านถัดไปที่ละเลยไม่ได้
ในตลาดโลกปัจจุบัน ‘ใบรับรอง’ มีน้ำหนักไม่แพ้รสชาติ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังยุโรปหรือเอเชียตะวันออกที่ต้องผ่านการตรวจเข้มทั้งสารตกค้างและโลหะหนัก บริการแล็บมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จึงเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่จะเปลี่ยนสินค้าชุมชนให้กลายเป็นสินค้าสากล
นอกจากนี้ การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ตลาดฮาลาล หรือกลุ่มผู้สูงอายุ จำเป็นต้องมีผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำมายืนยัน ตั้งแต่การตรวจ DNA ฮาลาล ไปจนถึงการจัดทำฉลากโภชนาการที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็น ‘ใบเบิกทาง’ ทางกฎหมายที่ช่วยธุรกิจได้จริง และมาตรฐานเหล่านี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมในปี 2026
การจะผลักดันมูลค่าการส่งออกอาหารไทยให้แตะเป้าหมาย 1.55 ล้านล้านบาทในปี 2026 ไม่สามารถอาศัยเพียงการขายสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสู่กลุ่ม Future Food และสินค้ามูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเทรนด์ Personalized Nutrition หรืออาหารเฉพาะบุคคลที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพ และการปรับตัวรับเกณฑ์ Green Compliance หรือมาตรฐานความยั่งยืนที่กลายเป็นข้อบังคับทางการค้า สิ่งเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญที่สถาบันอาหารนำมาเป็นโจทย์ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์
ในทางปฏิบัติ การจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าว สถาบันอาหารได้จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยผู้ประกอบการใน 3 ด้านหลัก คือ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้พื้นที่อย่าง Culinary Center เป็นฐานในการทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น Cloud Kitchen และการฝึกทักษะการปรุงอาหารมูลค่าสูง ควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อแหล่งเงินทุนผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อให้ SME มีสภาพคล่องเพียงพอในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็น ‘สินค้าขายดี’ ในตลาดใหม่อย่างยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศ CIS กลไกทั้งหมดนี้จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาหารไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายร้อยละ 2.6 และสร้างความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง