
SHORT CUT
เมื่อสงครามเคยเป็นสภาพปกติของมนุษยชาติ และสันติภาพเป็นเพียงช่วงพักระหว่างความขัดแย้ง โลกสมัยใหม่จึงต้อง “ประดิษฐ์” สันติภาพขึ้นมาใหม่
เราเติบโตมาพร้อมความเชื่อว่า “สันติภาพ” คือสภาพปกติของมนุษยชาติ เป็นสภาวะพื้นฐานที่ควรมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ส่วนสงครามคือความผิดปกติ คือความล้มเหลวของการเมือง ศีลธรรม หรือเหตุผล ความคิดเช่นนี้ดูสมเหตุสมผลเสียจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม
แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ยาวนานของมนุษย์ ความเชื่อนี้กลับเป็นสิ่งใหม่อย่างยิ่ง
สันติภาพในความหมายที่เราคุ้นเคย สภาพถาวรที่ต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมาย สถาบัน และบรรทัดฐานร่วม ไม่ใช่ของดั้งเดิมของมนุษยชาติ หากแต่เป็นแนวคิดที่เพิ่ง “ถูกประดิษฐ์ขึ้น” ในช่วงเวลาไม่นานนัก เมื่อเทียบกับอายุของเผ่าพันธุ์มนุษย์
นักคิดหลายคนชี้ตรงกันว่า เราอาศัยอยู่ในยุคที่กลับหัวความเข้าใจเดิมของมนุษย์ ในอดีต สงครามคือฉากปกติของชีวิตมนุษย์ ส่วนสันติภาพเป็นเพียงช่องว่างระหว่างความรุนแรง แต่ในโลกสมัยใหม่ เรากลับสมมุติให้สันติภาพเป็นบรรทัดฐาน และมองสงครามเป็นข้อยกเว้นที่ต้องมีคำอธิบาย
สก็อตต์ อัทราน (Scott Atran) นักมนุษยวิทยาและนักจิตวิทยาการเมือง ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิจัยที่ Gerald R. Ford School of Public Policy แห่ง University of Michigan และเป็นผู้เขียนหนังสือ Talking to the Enemy และ In Gods We Trust ได้พูดถึงประเด็นนี้ไว้ในเว็บไซส์ Psychology Today ว่า หากเราลองวางมุมมองแบบโลกปัจจุบันลงชั่วคราว แล้วมองประวัติศาสตร์มนุษย์ในช่วงเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา จะเห็นภาพที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน นั่นคือ สงครามไม่ได้เป็นเหตุการณ์ผิดปกติ หากแต่เป็นสภาพที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มมนุษย์ต่าง ๆ
เขายกตัวอย่างคำพูดของ นักนิติศาสตร์ศตวรรษที่ 19 อย่าง “เซอร์เฮนรี เจมส์ ซัมเนอร์ เมน” (Sir Henry Sumner Maine) ที่เคยสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า สงครามดูจะเก่าแก่พอๆ กับมนุษย์เอง ขณะที่สันติภาพกลับเป็นสิ่งใหม่อย่างน่าประหลาด”
ในสังคมดั้งเดิม สงครามเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมือง กลไกจัดระเบียบอำนาจ และวิธีสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่ม ใครคือพวกเรา ใครคือศัตรู ถูกกำหนดผ่านการปะทะ ไม่ใช่ผ่านกฎหมายหรือการเจรจา สันติภาพในความหมายถาวรแทบไม่มีอยู่จริง สิ่งที่มีคือ “การพักรบ” เพื่อฟื้นกำลัง รอฤดูถัดไป หรือเตรียมการปะทะครั้งใหม่
นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษอย่าง ‘ไมเคิล ฮาวาร์ด’ (Michael Howard) ชี้ว่า “เพิ่งในยุคสมัยใหม่เท่านั้นที่สันติภาพเริ่มถูกมองว่าเป็นมากกว่าช่วงพักระหว่างสงคราม โดยถูกยึดโยงกับระบบสนธิสัญญา กฎหมายระหว่างประเทศ และบรรทัดฐานร่วมของสังคมโลก”
แท้จริงแล้วแนวคิดที่ว่าสงครามควรเป็นข้อยกเว้น และสันติภาพควรเป็นสภาพปกติ เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะหลังความสูญเสียมหาศาลจากสงครามขนาดใหญ่ โดยมีรัฐหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นระเบียบโลก นั่นคือสหรัฐอเมริกา! ที่ก้าวเข้ามาเป็น ‘ตำรวจโลก’ และทำให้สันติภาพ กลายเป็นเรื่องปกติใหม่
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลกแทนจักรวรรดิยุโรปเก่า แทนที่จะสถาปนาความเป็นใหญ่ผ่านการยึดครองอย่างถาวร สหรัฐฯ เลือกลงทุนกับสถาบันระหว่างประเทศ กติกา และบรรทัดฐานที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สันติภาพควรเป็นฐานของระเบียบโลกใหม่ การก่อตั้ง United Nations และการผลักดันระบบพันธมิตรที่เน้นการป้องกัน คือความพยายามทำให้สงครามกลายเป็นสิ่งผิดปกติทางศีลธรรมและการเมือง
สัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนกรอบคิดนี้ คือการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงสงคราม” เป็น “กระทรวงกลาโหม” ในปี 1947 การเปลี่ยนคำเพียงคำเดียวสะท้อนการเปลี่ยนปรัชญาทั้งระบบ กองทัพไม่ได้ถูกนิยามเพื่อทำสงครามเป็นหลัก แต่เพื่อป้องปรามมัน และเพื่อรักษาสภาพที่สงครามไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เองก็ไม่เคยหลุดพ้นจากความย้อนแย้งนี้โดยสมบูรณ์ ในขณะที่ยืนยันว่าตนยึดมั่นในสันติภาพ สหรัฐฯ ก็สะสมกำลังทางทหารอย่างมหาศาล และเข้าแทรกแซงความขัดแย้งในหลายภูมิภาค
คำถามสำคัญในเวลานี้จึงอยู่ที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะยังคงช่วยผลักดันโลกให้เดินไปสู่สันติภาพต่อไปหรือไม่ หรือว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจจะดึงโลกกลับไปสู่ยุคที่สงครามเป็นความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างรัฐกับโลกภายนอก และสันติภาพเป็นเพียงช่วงหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างความขัดแย้งหรือไม่
ที่มา : psychologytoday
ข่าวที่เกี่ยวข้อง