
SHORT CUT
ทำความเข้าใจรากเหง้าความต่างของ 2 นิกายใหญ่ในอิสลามที่ยาวนานกว่า 1,400 ปี และคำตอบว่าทำไม "อิหร่าน" ถึงยืนคนละฝั่งกับชาติอาหรับส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
ในโลกของอิสลามมี “นิกาย” ทางศาสนาที่สำคัญ ได้แก่ ซุนนี และ ชีอะห์ บ่อยครั้งเรามักได้เห็นข้อพิพาทระหว่างสองนิกายแห่งศาสนาอิสลามตามหน้าสื่อ ตั้งแต่ระดับกลุ่มคน ไปจนถึงระดับรัฐต่อรัฐ ดังจะเป็นว่า ชาติผู้นำฝ่ายซุนนีอย่างซาอุดีอาระเบียก็มีข่าวระหองระแหงกับชาติผู้นำฝ่ายชีอะห์อย่างอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง
จุดเริ่มต้นของความแตกแยกนี้ไม่ได้เริ่มจากหลักความเชื่อที่ต่างกัน แต่เริ่มจาก "การเมือง" หลังการจากไปของท่านนบีมุฮัมหมัดในปี ค.ศ. 632 ซึ่งท่านไม่ได้วางตัวทายาทไว้ ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองและจิตวิญญาณ
ชาวมุสลิมกลุ่มใหญ่เห็นว่าควรเลือกผู้นำ (คอลีฟะฮ์) จากผู้ที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ จนได้ "อะบูบักร์" มิตรสหายใกล้ชิดเป็นผู้นำคนแรก แต่มีคนอีกกลุ่มที่ไม่พอใจ เพราะเชื่อว่าผู้นำต้องสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดาเท่านั้น ซึ่งผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือ "อะลี" ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของท่านศาสดา ความเห็นต่างเรื่อง "ตัวบุคคล" นี้เองที่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการแยกนิกายในเวลาต่อมา
เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งเริ่มชัดเจนขึ้นจนกลายเป็น 2 นิกายหลัก
รอยร้าวนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อเกิด "โศกนาฏกรรมที่คาร์บาลา" ในปี ค.ศ. 681 เมื่อท่านฮุสเซน หลานของท่านศาสดาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยกองทัพของฝ่ายปกครองซุนนี เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟแห่งความแค้นที่ฝังรากในใจชาวชีอะห์มาจนถึงปัจจุบัน
ในโลกมุสลิมปัจจุบัน ซุนนีคือประชากรส่วนใหญ่ โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นพี่ใหญ่ ขณะที่อิหร่านก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายชีอะห์ อย่างชัดเจน
ความต่างทางนิกาย: อิหร่านเป็นรัฐอิสลามชีอะห์เพียงไม่กี่แห่ง ท่ามกลางเพื่อนบ้านอาหรับส่วนใหญ่ที่เป็นซุนนี
ความขัดแย้งในหน้าประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระดับรัฐต่อรัฐ การขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคสร้างความระแวงให้แก่ชาติอาหรับซุนนี จนเกิดภาพความขัดแย้งที่ปรากฏตามหน้าสื่อบ่อยครั้ง
แม้จะมีความต่างสุดขั้ว แต่ปราชญ์มุสลิมส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าทั้งสองนิกายคือพี่น้องในศาสนาเดียวกัน ไม่ใช่คนนอกศาสนาแต่อย่างใด
เหตุผลที่อิหร่านถูกโดดเดี่ยวในสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หลักทางศาสนา หากแต่เป็น “สงครามเพื่อความอยู่รอดของรัฐ” ของแต่ละประเทศอาหรับ
การโจมตีโดยตรงต่อเพื่อนบ้านอาหรับ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน หรือพื้นที่เศรษฐกิจในซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน จอร์แดน รวมถึงในประเทศอาหรับอื่นๆ การกระทำดังกล่าวทำให้ชาติอาหรับมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออธิปไตย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งทางอุดมการณ์อีกต่อไป
รัฐอาหรับบางประเทศร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลผลักดันให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเตหะราน ด้วยเหตุผลว่าหากปล่อยให้อิหร่านขยายอิทธิพลผ่านเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค อำนาจต่อรองของรัฐอาหรับจะถูกบั่นทอนลงในระยะยาว ซึ่งสมประโยชน์กับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ข้ออ้างไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์และเปิดฉากทำสงครามผ่านอิสราเอล โดยระบุอิหร่านเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ
การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก การเคลื่อนไหวนี้กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งพึ่งพารายได้จากพลังงานเป็นหลัก การปิดเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานจึงถูกตีความว่าเป็นการคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจของเพื่อนบ้าน
นโยบาย “แนวร่วมแห่งการต่อต้าน” ของอิหร่านที่สนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน หรือกลุ่มฮูตี ในเยเมน ทำให้หลายประเทศอาหรับมองว่าเตหะรานแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายเสถียรภาพ ความหวาดระแวงนี้สะสมมานานและระเบิดชัดเจนในสงครามรอบล่าสุด