
SHORT CUT
ที่ประชุม 32 ประเทศสมาชิก IEA ไฟเขียวให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล มากสุดเป็นประวัติการณ์ สู้วิกฤติราคาน้ำแพง
ที่ประชุมสำนักงานพลังงานสากล (IEA) มีมติเห็นชอบให้ "ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์" เป็นจำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นมาตรการระบายน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร เพื่อบรรเทาอุปทานพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
IEA ระบุว่า ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดเมื่อใด โดยจะทยอยปล่อยตามช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ
เรากำลังเผชิญความท้าทายในตลาดน้ำมันครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมจึงยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิก IEA ตอบสนองด้วยมาตรการฉุกเฉินร่วมกัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากคำกล่าวของฟาตีห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหาร IEA
ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นภารกิจหลักของ IEA และประเทศสมาชิกกำลังแสดงความเป็นเอกภาพด้วยการดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างเด็ดขาด
ด้านนักวิเคราะห์ด้านพลังงานเตือนว่า แม้ IEA จะระบายน้ำมันในระดับสูงสุดก็ "อาจจะยังไม่เพียงพอ" ที่จะชดเชยการขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปกติจะมีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างรุนแรง ตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. โดยราคาน้ำมันดิเบรนท์ และเวสต์เท็กซัส เคยพุ่งขึ้นไปเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะปรับลดลงมาต่ำกว่า 90 ดอลลาร์
ปัจจุบันประเทศสมาชิก IEA ถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินของภาครัฐรวมมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองของภาคอุตสาหกรรมอีกประมาณ 600 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือครองภายใต้ข้อกำหนดของรัฐบาล
ที่ผ่านมา IEA เคยปล่อยน้ำมันสำรองรวมประมาณ 182 ล้านบาร์เรล เพื่อพยุงตลาดพลังงานโลก หลังจากรัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022
ย้อนไปก่อนหน้านี้ "กาตาร์" ได้ประกาศ หยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่โรงงาน Ras Laffan ซึ่งเป็นโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลังถูกโดรนจาก "อิหร่าน" โจมตี ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นมากกว่า 50% และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก
โรงงาน Ras Laffan ของบริษัท QatarEnergy มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทาน LNG โลก และการหยุดผลิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ กำลังคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานทั่วโลก
ปัจจุบันประเทศใน "เอเชีย" เป็นผู้ซื้อ LNG จากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งการหยุดชะงักของอุปทานครั้งนี้จะทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งซื้อแหล่งพลังงานจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มขึ้น และจะผลักดันราคาให้สูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงในยุโรปด้วย
ราคาก๊าซในยุโรปปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากระดับก๊าซสำรองอยู่ในระดับต่ำผิดปกติ และภูมิภาคจำเป็นต้องนำเข้า LNG ปริมาณมากในช่วงฤดูร้อนนี้เพื่อเติมคลังสำรองก่อนฤดูหนาวครั้งถัดไป
แม้การปรับขึ้นระหว่างวันจะสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ราคาก๊าซอ้างอิงยังอยู่ในระดับสูงสุดรอบ 1 ปีเท่านั้น เนื่องจากอุปทานในภูมิภาคยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และนักลงทุนยังคงประเมินว่าความขัดแย้งจะ "ยืดเยื้อ" นานเพียงใด
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ โดยรองรับการขนส่ง LNG ประมาณ 20% ของโลก การชะลอตัวอย่างรุนแรงของการเดินเรือผ่านช่องแคบได้สร้างคอขวดด้านโลจิสติกส์ และอาจทำให้แหล่งเก็บแอลเอ็นจีของ QatarEnergy เต็มเร็วขึ้น
ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาจเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายถัดไปในอ่าวเปอร์เซียที่ “ต้องลดกำลังการผลิต” หากไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางคอขวดแคบๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน และเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน กำลังเกือบหยุดชะงัก หลังเกิดการโจมตีเรือโดยอิหร่าน
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่น้ำมันของอิรักเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อิรักได้ลดการผลิตน้ำมันลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจต้องลดกำลังผลิตเป็นมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในไม่กี่วัน และไม่สามารถส่งออกได้จากวิกฤติที่เกิดขึ้น