
SHORT CUT
ย้อนรอยมาตรการประหยัดพลังงานระดับ "ขั้นสุด" ของรัฐบาลไทยในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ปิดโรงหนัง-ดับไฟถนน จนถึงแคมเปญในตำนานอย่างรวมพลังหารสอง และมาตรการถอดสูท รวมไปถึง WFH ในปัจจุบัน
หลังจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้สังคมเกิดความกังวลต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันและไฟฟ้า เพราะไทยพึ่งพิงการนำเข้าและขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนหนึ่งจากภูมิภาคนี้
โดยสถานการณ์ได้ยกระดับสู่ความรุนแรงขีดสุด เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
หากจะบอกว่า "พลังงาน" คือสายเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก็คงไม่ผิดนัก แต่เมื่อใดที่สายเลือดนี้ตีบตันจากวิกฤตโลก รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยต่างต้องงัด "มาตรการยาแรง" ออกมาใช้เพื่อประคองประเทศให้รอดพ้นวิกฤต
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร และรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ บีบให้ไทยต้องออกพระราชกำหนดแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเป็นครั้งแรก มาตรการในยุคนั้นเน้น "การบังคับ" อย่างเข้มงวด เช่น จำกัดเวลาฉายภาพยนตร์ (วันธรรมดาฉาย 16.00-22.00 น.) ปิดสถานบันเทิงเร็วขึ้น และดับไฟถนนแบบดวงเว้นดวง
ต่อมาในยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ วิกฤตหนักจนต้องสั่งปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม และดับไฟเมืองช่วงหัวค่ำ จนเกิดเพลงลูกทุ่งชื่อดัง "น้ำมันแพง" ที่สะท้อนความลำบากในยุคนั้น
เมื่อเข้าสู่ยุค พ.ศ. 2536 กฟผ. ได้เปิดตัวโครงการ "ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5" เพื่อสร้างมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้า และตามมาด้วยแคมเปญประวัติศาสตร์ "รวมพลังหาร 2" ในยุครัฐบาลบรรหาร-ชวลิต-ชวน เพื่อรับมือวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้นำเข้าน้ำมันแพงขึ้นเท่าตัว ยุคนี้เปลี่ยนจากแค่การบังคับ มาเป็นการ "สร้างจิตสำนึก" ผ่านโฆษณาที่จดจำง่าย
ในยุครัฐบาลทักษิณต่อเนื่องมาจนถึงยิ่งลักษณ์ ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักจากสงครามอิรัก มาตรการไทยจึงขยับจากการแค่ประหยัด สู่การหาพลังงานทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ มีการดัน "แก๊สโซฮอล์" และ "ไบโอดีเซล B5" อย่างจริงจัง มีการใช้ภาษีสนับสนุนรถยนต์ "Eco Car" ที่ประหยัดน้ำมัน และใช้กองทุนน้ำมันฯ อุ้มราคาเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเกินไป
หากมองย้อนกลับไปในช่วงรอยต่อของ 3 รัฐบาล ตั้งแต่ยุคพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน มาจนถึง แพทองธาร ชินวัตร เราจะเห็นภาพการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการผสาน "นวัตกรรม" เข้ากับ "มาตรการบังคับใช้" อย่างจริงจัง
เพื่อลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น มีการรณรงค์และผลักดันการเปลี่ยนหลอดไฟทั่วประเทศให้เป็นแบบ LED ทั้งในอาคารสำนักงานและไฟถนนสาธารณะ ซึ่งนอกจากจะประหยัดไฟได้มหาศาลแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย
นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล รัฐบาลได้ประกาศโรดแมปส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มกำลัง
ในช่วงวิกฤตโรคระบาด (พ.ศ. 2563-2565) กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลและภาคเอกชนต้องนำมาตรการ Work from Home (WFH) และการประชุมออนไลน์มาใช้
วิกฤตการณ์ความขัดแย้งใน ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังกลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ที่เขย่าความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก เมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งถูกปิดล้อม ผลกระทบจึงส่งตรงถึงหน้าปั๊มน้ำมันในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลสั่งการให้รัฐมนตรีและข้าราชการ งดสวมสูท-ผูกเนกไท ในการปฏิบัติงานและประชุมชั่วคราว เพื่อรองรับการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารภาครัฐขึ้นไปที่ 26-27 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้ามหาศาลโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
หน่วยงานรัฐในส่วนงานที่ไม่ได้มีหน้าที่บริการประชาชนโดยตรง (Back Office) ถูกสั่งให้ ทำงานจากที่บ้านเต็มรูปแบบ เพื่อ:
ระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณี โดยให้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Online Conference หรือการดูงานภายในประเทศแทน เพื่อสงวนงบประมาณและพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็นระดับวิกฤตเท่านั้น
หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย รัฐบาลเตรียมแผนสำรองขั้นถัดไป คือ
แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูง แต่รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันและมาตรการทางภาษีเพื่อ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร รวมถึงรักษาระดับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อย่างสุดความสามารถ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงจนกระทบปากท้องประชาชน
มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่คือการ "เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก" จากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ