svasdssvasds

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย มาตรการรับมือ "ขั้นสุด" จากดับไฟถนนสู่ยุคถอดสูท-WFH

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย มาตรการรับมือ "ขั้นสุด" จากดับไฟถนนสู่ยุคถอดสูท-WFH

ย้อนรอยมาตรการประหยัดพลังงานระดับ "ขั้นสุด" ของรัฐบาลไทยในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ปิดโรงหนัง-ดับไฟถนน จนถึงแคมเปญในตำนานอย่างรวมพลังหารสอง และมาตรการถอดสูท รวมไปถึง WFH ในปัจจุบัน

SHORT CUT

  • วิกฤตพลังงานในอดีต (พ.ศ. 2516-2523) รัฐบาลใช้มาตรการบังคับเข้มงวด เช่น การดับไฟถนน และจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันและสถานบันเทิง
  • ยุคต่อมาเปลี่ยนจากการบังคับมาเน้นสร้างจิตสำนึกผ่านโครงการ "ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5" และแคมเปญ "รวมพลังหาร 2"
  • รัฐบาลเริ่มส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และผลักดันรถยนต์ประหยัดพลังงาน รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • มาตรการยุคใหม่มุ่งเน้นภาครัฐเป็นต้นแบบ โดยบังคับให้หน่วยงานลดใช้พลังงาน 20% และกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25-26 องศา
  • มาตรการขั้นสูงสุดในวิกฤตปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน เช่น งดสวมสูทเพื่อปรับแอร์ให้สูงขึ้น และสั่งให้ทำงานจากที่บ้าน (WFH)

ย้อนรอยมาตรการประหยัดพลังงานระดับ "ขั้นสุด" ของรัฐบาลไทยในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ปิดโรงหนัง-ดับไฟถนน จนถึงแคมเปญในตำนานอย่างรวมพลังหารสอง และมาตรการถอดสูท รวมไปถึง WFH ในปัจจุบัน

หลังจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้สังคมเกิดความกังวลต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันและไฟฟ้า เพราะไทยพึ่งพิงการนำเข้าและขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนหนึ่งจากภูมิภาคนี้

โดยสถานการณ์ได้ยกระดับสู่ความรุนแรงขีดสุด เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

หากจะบอกว่า "พลังงาน" คือสายเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก็คงไม่ผิดนัก แต่เมื่อใดที่สายเลือดนี้ตีบตันจากวิกฤตโลก รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยต่างต้องงัด "มาตรการยาแรง" ออกมาใช้เพื่อประคองประเทศให้รอดพ้นวิกฤต

ปิดโรงหนัง-ดับไฟถนน (พ.ศ. 2516 - 2523)

วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร และรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ บีบให้ไทยต้องออกพระราชกำหนดแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเป็นครั้งแรก มาตรการในยุคนั้นเน้น "การบังคับ" อย่างเข้มงวด เช่น จำกัดเวลาฉายภาพยนตร์ (วันธรรมดาฉาย 16.00-22.00 น.) ปิดสถานบันเทิงเร็วขึ้น และดับไฟถนนแบบดวงเว้นดวง

ต่อมาในยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ วิกฤตหนักจนต้องสั่งปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม และดับไฟเมืองช่วงหัวค่ำ จนเกิดเพลงลูกทุ่งชื่อดัง "น้ำมันแพง" ที่สะท้อนความลำบากในยุคนั้น

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย มาตรการรับมือ "ขั้นสุด" จากดับไฟถนนสู่ยุคถอดสูท-WFH

ยุคจุดประกาย รวมพลังหารสอง และฉลากเบอร์ 5 (พ.ศ. 2536 )

เมื่อเข้าสู่ยุค พ.ศ. 2536 กฟผ. ได้เปิดตัวโครงการ "ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5" เพื่อสร้างมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้า และตามมาด้วยแคมเปญประวัติศาสตร์ "รวมพลังหาร 2" ในยุครัฐบาลบรรหาร-ชวลิต-ชวน เพื่อรับมือวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้นำเข้าน้ำมันแพงขึ้นเท่าตัว ยุคนี้เปลี่ยนจากแค่การบังคับ มาเป็นการ "สร้างจิตสำนึก" ผ่านโฆษณาที่จดจำง่าย

  • มาตรการบังคับเวลาเปิด-ปิด สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศปิดในเวลา 22.00 น. และเปิดเวลา 05.00 น. (ยกเว้นสถานีบนทางหลวงสายหลัก)
  • มาตรการคุมไฟป้ายโฆษณา บังคับปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนถนนสาธารณะหลังเวลา 22.00 น.
  • มาตรฐานเบอร์ 5 บังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก เพื่อควบคุมและลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย มาตรการรับมือ "ขั้นสุด" จากดับไฟถนนสู่ยุคถอดสูท-WFH

ยุคปรับตัว พลังงานทดแทนและ Eco Car (พ.ศ.2544-2557)

ในยุครัฐบาลทักษิณต่อเนื่องมาจนถึงยิ่งลักษณ์ ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักจากสงครามอิรัก มาตรการไทยจึงขยับจากการแค่ประหยัด สู่การหาพลังงานทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ มีการดัน "แก๊สโซฮอล์" และ "ไบโอดีเซล B5" อย่างจริงจัง มีการใช้ภาษีสนับสนุนรถยนต์ "Eco Car" ที่ประหยัดน้ำมัน และใช้กองทุนน้ำมันฯ อุ้มราคาเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเกินไป

ยุคเข้มงวด: หน่วยงานรัฐลดใช้ 20% และ EV (พ.ศ. 2557-2567)

หากมองย้อนกลับไปในช่วงรอยต่อของ 3 รัฐบาล ตั้งแต่ยุคพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน มาจนถึง แพทองธาร ชินวัตร เราจะเห็นภาพการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการผสาน "นวัตกรรม" เข้ากับ "มาตรการบังคับใช้" อย่างจริงจัง

  • นำร่องด้วยกฎเหล็กภาครัฐ: หั่นการใช้พลังงาน 20% รัฐบาลเลือกใช้กลยุทธ์ "ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง" โดยออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต้องลดการใช้พลังงานลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
  • ผูกติดกับโบนัส: บังคับลดพลังงาน 20% โดยใช้ระบบ e-Report ในการรายงานผล และที่สำคัญคือใช้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ในการประเมินผลงานและพิจารณาโบนัสของหน่วยงานนั้นๆ
  • กฎการใช้แอร์: บังคับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสำนักงานรัฐไว้ที่ 25-26 องศาเซลเซียส และต้องปิดแอร์ในช่วงพักเที่ยงอย่างเคร่งครัด

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย มาตรการรับมือ "ขั้นสุด" จากดับไฟถนนสู่ยุคถอดสูท-WFH

เปลี่ยนแสงสว่างทั่วไทยด้วย LED

เพื่อลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น มีการรณรงค์และผลักดันการเปลี่ยนหลอดไฟทั่วประเทศให้เป็นแบบ LED ทั้งในอาคารสำนักงานและไฟถนนสาธารณะ ซึ่งนอกจากจะประหยัดไฟได้มหาศาลแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย

เร่งเครื่องสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV Revolution)

นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล รัฐบาลได้ประกาศโรดแมปส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มกำลัง

  • มาตรการอุดหนุน EV 3.0 และ 3.5: ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบจัดเต็ม พร้อมมอบเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น

วิกฤตโควิด-19 สู่จุดเปลี่ยน "New Normal"

ในช่วงวิกฤตโรคระบาด (พ.ศ. 2563-2565) กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลและภาคเอกชนต้องนำมาตรการ Work from Home (WFH) และการประชุมออนไลน์มาใช้

"กฎเหล็กพลังงาน" เมื่อช่องแคบฮอร์มุซระอุ รัฐบาลสั่งลุยประหยัดเชิงรุก (2569)

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งใน ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังกลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ที่เขย่าความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก เมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งถูกปิดล้อม ผลกระทบจึงส่งตรงถึงหน้าปั๊มน้ำมันในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

"ถอดสูท-ปรับแอร์" เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน

รัฐบาลสั่งการให้รัฐมนตรีและข้าราชการ งดสวมสูท-ผูกเนกไท ในการปฏิบัติงานและประชุมชั่วคราว เพื่อรองรับการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารภาครัฐขึ้นไปที่ 26-27 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้ามหาศาลโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

"WFH 100%" ตัดวงจรการใช้พลังงานในตึกสูง

หน่วยงานรัฐในส่วนงานที่ไม่ได้มีหน้าที่บริการประชาชนโดยตรง (Back Office) ถูกสั่งให้ ทำงานจากที่บ้านเต็มรูปแบบ เพื่อ:

  • ลดการใช้ไฟฟ้าและระบบปรับอากาศในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่
  • ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันจากการเดินทางบนท้องถนน

"เบรกงบดูงาน" เปลี่ยนบินนอกเป็นออนไลน์

ระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณี โดยให้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Online Conference หรือการดูงานภายในประเทศแทน เพื่อสงวนงบประมาณและพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็นระดับวิกฤตเท่านั้น

"มาตรการเคอร์ฟิวพลังงาน" เตรียมปิดปั๊ม-ดับไฟป้าย

หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย รัฐบาลเตรียมแผนสำรองขั้นถัดไป คือ

  • ปิดสถานีบริการน้ำมันเวลา 22.00 น. (ยกเว้นเส้นทางสายหลัก)
  • สั่งปิดไฟป้ายโฆษณา และไฟประดับอาคารหลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป

"ตรึงราคา-สู้เงินเฟ้อ" ปราการด่านสุดท้ายของประชาชน

แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูง แต่รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันและมาตรการทางภาษีเพื่อ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร รวมถึงรักษาระดับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อย่างสุดความสามารถ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงจนกระทบปากท้องประชาชน

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่คือการ "เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก" จากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

related