
SHORT CUT
อาทิตย์ ธรรมชาติ จากมนุษย์เงินเดือนสู่วิถีเจ้าของร้านหนังสือ ผู้เลือกลาออกจากงานมั่นคงเพื่อพิสูจน์ว่าโลกของหนังสือยังมีที่ยืนเสมอ
ในวันที่หลายคนมองว่าธุรกิจร้านหนังสือคือสนามที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งต้นทุนสูง กำไรน้อย การแข่งขันหนัก และพฤติกรรมคนอ่านที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจเปิดร้านหนังสือสักร้านจึงไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่เกมที่รู้ตั้งแต่แรกว่าไม่ได้ชนะง่ายๆ แต่ อาทิตย์ ธรรมชาติ กลับเลือกก้าวเข้ามาในสนามนี้อย่างไม่ลังเล เพราะสำหรับเขา ร้านหนังสือไม่ใช่แค่ธุรกิจ หากยังเป็นทั้งความเชื่อ ความรัก และพื้นที่ที่อยากพิสูจน์ให้เห็นว่า หนังสือยังมีที่ยืนในชีวิตผู้คนเสมอ
จากมนุษย์เงินเดือนที่มีหน้าที่การงานมั่นคง เขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในวัย 40 ปี ด้วยการลาออกจากงานประจำเพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในโลกของหนังสือ จากร้านหนังสือออนไลน์เล็กๆที่ค่อยๆเติบโตด้วยความตั้งใจและความรักในการอ่าน สู่การต่อยอดจนได้ออกบู๊ธในงานหนังสือ และกลายเป็นหนึ่งในบู๊ธที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดในงาน วันนี้เส้นทางของเขากำลังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเตรียมเปิดหน้าร้านของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ
SPRiNG จึงชวนคุยกับ อาทิตย์ ธรรมชาติ ถึงเหตุผลที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งตัดสินใจทิ้งความมั่นคง เพื่อออกมาเดินตามความฝันในโลกของหนังสือ พร้อมสำรวจวิธีคิดและกระบวนท่าที่ทำให้ร้านหนังสือของเขากลายเป็นที่จดจำในหมู่คนรักการอ่าน ว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนมองเห็นนั้น มีทั้งความกล้า ความดื้อ และความเชื่อแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง
ผมทำงานในวงการหนังสือมาทั้งชีวิต แต่ช่วงท้ายๆของการทำงาน สถานะของผมมันแทบจะกลายเป็น ‘ศาลพระภูมิ’ ไปแล้ว คือเป็นคนที่เข้ามาทำงาน มีน้องๆไหว้ แต่บทบาทหน้าที่ตัวเองแทบไม่มีแล้ว
ตอนนั้นผมอายุ 39 กำลังจะย่าง 40 และในวัยนั้น ผมต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ว่าจะเลือกทางไหนระหว่างทางแรก คืออยู่ในบริษัทต่อไป และพยายามอดทนกับมัน พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนแบบที่บริษัทต้องการ แล้วอยู่ไปจนสุดทาง เกษียณอายุ 55 ซึ่งตอนนั้นก็ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 15 ปี
ส่วนทางที่สองคือ ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยนตอนนี้ เพราะถ้าปล่อยให้ช้ากว่านี้ การเปลี่ยนอาจยิ่งยากกว่าเดิม อย่างน้อยถ้าเปลี่ยนตอนกำลังจะเข้า 40 ต่อให้ลองแล้วผิดพลาด มันก็น่าจะยังไม่เจ็บหนักเกินไป เรายังมีแรง ยังมีสุขภาพ ยังพอมีโอกาสตั้งหลักใหม่ได้ หรือถ้าแย่จริงๆอย่างน้อยก็ยังพอมีเพื่อนพี่น้องในวงการที่อาจหันกลับไปหาแล้วบอกได้ว่า “กูไม่ไหวแล้วว่ะ ขอไปทำงานกับพวกมึงได้ไหม”
เพราะคิดแบบนั้น ผมเลยตัดสินใจ ‘เปลี่ยน’ เริ่มจากเปิดช่อง TIKTOK รีวิวหนังสือ ทำจนจนเริ่มมีรายได้ขึ้นมาบ้าง มีคนจ้างรีวิวบ้าง ได้ร่วมงานกับแบรนด์อื่นบ้าง รายได้มันไม่ได้มากมายอะไร แต่มันก็พอทำให้เห็นว่า อย่างน้อยสิ่งนี้มันพอไปได้
ขณะเดียวกันผมก็ลองเปิดร้านหนังสือออนไลน์ชื่อ ‘อาทิตย์ละเล่ม’ เพื่อขายของออนไลน์ควบคู่ไปด้วย พอเอาสองก้อนนี้มาลองวางดูด้วยกัน ทั้งรายได้จากช่อง และรายได้จากร้านหนังสือออนไลน์ มันอาจไม่ได้ทำให้รวย แต่มันทำให้เห็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คืออย่างน้อย ‘ไม่ตาย’ และเพราะคำว่าไม่ตายนี่แหละ สุดท้ายผมเลยตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกจากงานมาทำของตัวเองอย่างจริงจัง
ถ้าถามว่าเป้าหมายแรกหลังออกจากงานคืออะไร คำตอบตรงมากเลยครับ คือ ‘ทำให้ตัวเองไม่ตายก่อน’ เพราะอย่างน้อยที่สุด เมื่อเราได้เวลาคืนมาจากงานประจำแล้ว เวลาที่เคยหายไปทั้งหมดนั้น ต้องถูกแปลงให้กลายเป็นการทำงานเพิ่มกับทั้งช่องและร้านออนไลน์ เพื่อขยับสถานะจากแค่ ‘ไม่ตาย’ ให้กลายเป็น ‘พออยู่ได้’ นี่คือเป้าหมายระยะสั้นที่สุดของผมในตอนนั้น
ก่อนหน้านั้น ตอนยังทำทั้งงานประจำ ทำช่อง และทำร้านออนไลน์ไปพร้อมกัน มันก็พอไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือเวลาไม่เหลือเลย พอเราออกจากงานประจำ เป้าหมายจึงชัดมากว่า เราต้องเอาเวลาที่ได้คืนมา ใช้ทำสองสิ่งนี้ให้เติบโตขึ้น ให้มันแข็งแรงขึ้น อย่างน้อยขอแค่รอดก่อน ขอแค่ตั้งหลักได้
แต่ถัดจากเป้าหมายสั้นๆเรื่องความอยู่รอดแล้ว ก็มีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผมรู้ดีว่า ถ้ายังขายหนังสือแบบหลังไมค์ หรือติดตะกร้าอย่างเดียว ธุรกิจร้านหนังสือมันคงไปได้ไม่ไกลพอ และโดยธรรมชาติแล้ว ผมเป็นคนชอบ ‘ป้ายยา’ หนังสือ ชอบเจอคน ชอบขาย ชอบคุย ชอบแนะนำของตรงหน้า เพราะฉะนั้นเป้าหมายต่อมาของผมจึงชัดมาก คือผมอยากไปออกบูธที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนตุลาคม
ตอนนั้นผมลาออกในเดือนสิงหาคม ปี 2567 เท่ากับมีเวลาประมาณ 2–3 เดือนเท่านั้นในการทำทุกอย่างให้พร้อมที่สุด เพื่อไปออกบูธที่งานหนังสือเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ฟังดูสั้นมาก แต่ในหัวตอนนั้นมีแค่อย่างเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้รอด แล้วไปถึงตรงนั้นให้ได้
แต่เส้นทางไปงานหนังสือจริงๆนั้น งงมาก ทั้งที่ผมอยู่ในวงการหนังสือมาทั้งชีวิต ผมรู้จักมันในฐานะคนทำงานบรรณาธิการ คนสื่อสารหนังสือ คนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาตลอด แต่ผมไม่เคยออกบูธเอง เลยสักครั้ง พอถึงวันที่ต้องมาตั้งสติจริงๆว่าเราจะทำร้านหนังสือของตัวเอง เรากลับมีแค่ร้านออนไลน์ มีพนักงานอยู่คนเดียวก็คือตัวเราเอง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าหนังสือจะไปอยู่ในงานหนังสือจริงๆมันต้องเริ่มยังไง
แล้วก็พบว่า มันไม่ง่ายเลย ไม่ใช่ว่าเดินเข้าไปบอกว่า “ขอเช่าบูธ 10 วันครับ” แล้วจบ มันมีขั้นตอนเต็มไปหมด ทั้งต้องจดทะเบียนบริษัท ต้องเป็นสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ ต้องติดต่อหนังสือฝากขาย ต้องคุยกับสายส่ง ต้องทำของพรีเมียม ต้องวางโปรโมชั่น ต้องมีระบบคิดเงิน ต้องมีคนมาช่วยดูแลบูธ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมดสำหรับผม
จังหวะนั้นเองที่มันมีความโชคดีเกิดขึ้น คือหลังจากผมออกมาได้ไม่นาน ผมเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเป็นคนติดตามช่องของผม และก็ชื่นชอบงานของผมในฐานะบรรณาธิการมาก่อน เคยฟังผมบรรยายด้วย ตอนนั้นน้องเขาเป็นครู อายุประมาณ 24–25 ปี แต่กำลังรู้สึกอิ่มตัวกับชีวิตครู และทักมาปรึกษาว่าอยากเข้ามาทำงานในวงการหนังสือ ควรเริ่มยังไง
ผมก็เลยชวนน้องเขามาทำด้วยกัน มาเริ่มปั้นบริษัทไปด้วยกันไปเลย กลายเป็นว่าจากร้านที่มีผมอยู่คนเดียว ก็เริ่มมีเรา 2 คน คือผมกับน้องชื่อสิตา และเราตั้งใจร่วมกันว่าจะไปออกงานหนังสือใหญ่เดือนตุลาคมให้ได้ ซึ่งน้องสิตาเสนอขึ้นมาว่า ถ้าเราจะไปออกงานหนังสือใหญ่ เราควรต้องซ้อม ก่อน เราเลยเริ่มมองหาอีเวนต์เล็กๆในกรุงเทพฯ ที่พอจะไปลองตั้งบูธได้ เพื่อดูว่า ถ้าเราต้องออกบูธกันเองจริงๆเราต้องรู้อะไรบ้าง ต้องเตรียมอะไรบ้าง
แล้วเราก็ไปเจองานหนึ่งชื่อ Metro Art Book Fair เป็นงานของ MRT ที่เปิดพื้นที่ให้คนเอาหนังสือหรือสินค้างานคราฟต์มาวางขาย ค่าเช่าบูธก็ประมาณ 2,000–3,000 บาท ตอนนั้นผมคิดง่ายๆเลยว่า เอาวะ อย่างน้อยมันเป็นพื้นที่กลางเมือง ลองไปออกบู๊ธตรงนั้นเพื่อซ้อมมือก่อน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีกว่าที่คิดมาก เพราะพอเราได้ไปลองออกบูธ มันมีคนที่เห็นเราจากโซเชียลมีเดียตามมาสนับสนุน มาซื้อหนังสือ เราเริ่มได้เรียนรู้ระบบจริงๆว่า หนังสือต้องสต๊อกแบบไหน ต้องเตรียมของอย่างไร เรื่องเงินต้องจัดการยังไง ต้องทำการบ้านอะไรบ้าง มันมีรายละเอียดมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้เยอะมาก และทั้งหมดนั้นเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามหาศาล
การได้ไปออกงาน Metro Art ครั้งนั้น จึงกลายเป็นเหมือนสนามซ้อมที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้เราแข็งแรงพอจะไปเจองานที่ใหญ่กว่า ใช้เงินมากกว่า ใช้แรงมากกว่า มีคนมากกว่า และมีความเสี่ยงมากกว่าอย่างงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในเดือนตุลาคม
ถ้าให้พูดชัดๆแผนระยะสั้นของผมหลังออกจากงานคือ ทำให้ตัวเองรอดก่อน ขอแค่ไม่ตาย แต่แผนที่ยาวกว่านั้น แม้จะยังเรียกระยะยาวไม่ได้เต็มปาก ก็คือทำทุกอย่างให้พร้อมที่สุดเพื่อไปออกงานหนังสือใหญ่ในเดือนตุลาคม และสุดท้าย เราก็ไปถึงตรงนั้นได้จริงๆ
ตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเต็มไปหมดเหมือนกัน เพราะเรานึกภาพไม่ออกเลยว่า สุดท้ายแล้วมันจะออกมาเป็นแบบไหน โดยเฉพาะเมื่อบวกกับค่าเช่าบูธที่สำหรับบริษัทใหญ่ๆอาจไม่ได้สูงมากนัก แต่สำหรับบริษัทเล็กๆที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างเรา มันถือเป็นเงินก้อนที่ใหญ่พอสมควร ยิ่งพอรวมกับความคาดหวังและความตั้งใจที่เราแบกไปด้วย ความเสี่ยงก็ยิ่งมีอยู่เต็มไปหมด
แต่พอได้ลงสนามจริง สิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้ในแง่ดีคือ เรามี ‘ชาวหนอน’ มีคนที่สนับสนุนเราอยู่จริงๆและมีอยู่มากกว่าที่คิด มีคนเดินเข้ามาหาเรา มาต่อคิวเล่นกิจกรรม มาซื้อหนังสือ มาถ่ายรูป มาขอลายเซ็น มาส่งกำลังใจ มาซัพพอร์ตกันอย่างจริงจัง สิ่งนี้เป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกโซเชียลมีเดีย เพราะบนออนไลน์เราจะเห็นแค่ตัวเลข เห็นยอดไลก์ ยอดแชร์ ยอดซับสไครบ์ แต่เราไม่เคยรู้แน่ชัดเลยว่าคนเหล่านั้นมีตัวตนจริงแค่ไหน การไปออกงานครั้งนั้นทำให้เรารู้ว่า พวกเขามีอยู่จริง และเขาเดินมาหาเราจริงๆ
อย่างที่สองคือ เราได้ เงินกลับมา ซึ่งช่วยให้บริษัทเล็กๆของเราพอตั้งหลักได้จริง ยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้ประสบการณ์จากคู่ค้า จากพาร์ตเนอร์ จากคนที่ทำงานร่วมกับเรา รวมถึงได้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการหน้างาน ความผิดพลาดเฉพาะหน้า และสถานการณ์สารพัดแบบ พูดง่ายๆคือ ข้อดีที่ได้กลับมา มันมากกว่าที่เราตั้งเป้าไว้มหาศาลจนแทบเทียบกันไม่ติด
แต่แน่นอนว่าอีกด้านหนึ่ง ข้อผิดพลาดและสิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็มีเยอะมากเหมือนกัน เราเจอสายส่งที่หยุดส่งหนังสือให้กลางงาน เราเจอการบิดเบือนตัวเลขจากเป้าหมายที่คุยกันไว้แล้วไม่ดำเนินการตามนั้น เราเจอของหาย เจอแบงก์ปลอม เจอคนมายืนหน้าบูธแล้วตั้งคำถามทำนองว่า “ทำอะไรกันอยู่” หรือบางคนก็มีท่าทีหมั่นไส้ มองว่าเป็นพวกอินฟลูเอนเซอร์ที่มากับกระแส เดี๋ยวก็หายไป อ่านหนังสือจริงหรือเปล่า บริหารจัดการเป็นไหม เราเจอฟีดแบ็กหลากหลายมาก ทั้งดีและไม่ดี
แต่เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประสบการณ์ที่ดี กับประสบการณ์ที่เป็นบทเรียนสำคัญแล้ว ก็ยังรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก คุ้มเสียจนไม่อยากแลกประสบการณ์ครั้งนั้นกับอะไรเลย
ส่วนเสียงตำหนิ ความไม่ตรงไปตรงมาทางธุรกิจ หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการทุจริต การขโมยของ และความผิดพลาดต่างๆมันก็เป็นประสบการณ์ล้ำค่าเช่นกัน เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ถ้าจะเดินต่อ เราต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ต้องอุดช่องโหว่ตรงไหน ต้องทำระบบให้รัดกุมขึ้นอย่างไร
ผมเชื่อว่าคนที่เคยไปบูธอาทิตย์ละเล่มหลังจากนั้นก็น่าจะเห็นเหมือนกันว่า เราค่อยๆจัดการได้ดีขึ้นจริงๆระบบคิวดีขึ้น กล้องวงจรปิดดีขึ้น วิธีต่อคิวดีขึ้น การจัดการหน้างานดีขึ้น ทุกอย่างมันค่อยๆพัฒนาขึ้นจากบทเรียนที่เราได้จ่ายไปในครั้งแรกนั้นเอง
โอมากาเสะบุ๊คคือผลิตภัณฑ์หลักของร้านเรา และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ซึ่งพอมาย้อนคิดดูก็ยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่เลย เพราะเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งนี้จะกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ที่คนอ่านและชาวหนอนตอบรับดีขนาดนี้
จุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นหลังจากผมเปิดร้านออนไลน์มาได้ประมาณ 2–3 เดือน ตอนนั้นร้านใช้ชื่อว่า ‘อาทิตย์ละเล่ม Bookshop’ แล้วก็ลงขายอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไป ทั้ง Shopee, TikTok และช่องทางอื่นๆมีคนที่ติดตามเราอยู่บ้าง แล้วก็เข้ามาช่วยอุดหนุน ซื้อหนังสือ สนับสนุนกันตามกำลัง
จนวันหนึ่งมีน้องคนหนึ่งชื่อ ‘พู่กัน’ ทักเข้ามา น้องเขาเป็นเด็กฝึกงานที่น่ารักมาก เป็นเด็กที่รู้จักกันมานาน คอยปรึกษาเรื่องต่างๆกับผมอยู่เรื่อยๆพอเขารู้ว่าผมเปิดร้าน เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่า “พี่อาทิตย์ หนูอยากสนับสนุนพี่นะ แต่หนูไม่รู้จะซื้ออะไร หนูมีงบ 1,000 บาท พี่ช่วยจัดหนังสือให้หนูหน่อยได้ไหม ขอแค่อยู่ในงบนี้ก็พอ”
ตอนแรกผมก็ชะงักไปเหมือนกัน แล้วน้องเขาก็บอกขึ้นมาว่า “มันเหมือนโอมากาเสะเลยพี่ แล้วแต่เชฟจะจัด” พอได้ยินคำนั้น ผมก็รู้สึกทันทีเลยว่า เฮ้ย คำนี้น่าสนใจมาก มันมีเสน่ห์มาก แล้วมันก็เหมาะกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่พอดี
ด้วยความที่ผมทำคอนเทนต์อยู่แล้ว ก็เลยลองตั้งกล้องถ่ายไว้ตอนจัดหนังสือ พอเลือก พอหยิบ พอจัดเซ็ตเสร็จแล้ว ก็เอาคลิปนั้นไปลงเป็นคอนเทนต์ ปรากฏว่ามีคนดูแล้วสนใจมาก หลายคนเข้ามาบอกว่าอยากได้แบบเดียวกัน อยากให้ช่วยจัดให้อีก อยากลองแบบนี้บ้าง
ตอนนั้นผมเลยเริ่มลองทำเป็น ‘โอมากาเสะหนังสือ’ ขึ้นมาจริงๆช่วงแรกคิดไว้ว่า 4 เล่ม 1,000 บาท แต่พอมานั่งคำนวณต้นทุนจริงๆแล้วมันไปไม่ไหว เลยปรับใหม่เป็น 4 เล่ม 1,200 บาท แล้วเรียกว่า “Omakase Full Course” จากนั้นก็ลองทำมาเรื่อยๆซึ่งผลตอบรับก็ค่อนข้างดี
แล้วอีกวันหนึ่งก็มีน้องอีกคนหนึ่งส่งข้อความเข้ามา ซึ่งเป็นข้อความที่ผมซึ้งมาก เขาบอกว่าเขาชอบคอนเซปต์นี้มาก ดูคอนเทนต์ของผมมานาน และอยากสนับสนุนเหมือนกัน แต่โอมากาเสะแบบฟูลคอร์สมันเกินกำลังสำหรับเขา เขาบอกตรงๆเลยว่า “หนูมีเงินแค่ 300 บาท หนูเป็นนักศึกษา พี่ช่วยจัดหนังสือให้หนูได้ไหมคะ เล่มเดียวก็ได้ ถ้าพี่จะเรียกมันว่าโอมากาเสะอีกคำหนึ่งก็ได้”
ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นขนลุกมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องการขายของ แต่มันคือความรู้สึกของคนคนหนึ่งที่อยากสนับสนุนเราในแบบที่เขาทำได้ และนั่นเองที่ทำให้ผมคิดต่อยอดออกมาเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง
หลังจากนั้น สองอย่างนี้ก็เลยกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักของร้านอย่างจริงจัง
อย่างแรกคือ ‘โอมากาเสะหนึ่งคำ’ ซึ่งเป็นบริการจัดหนังสือ 1 เล่ม ราคา 350 บาท ลูกค้าสามารถส่งโจทย์มาได้เลยว่าอยากอ่านแบบไหน เช่น อยากได้แนวสืบสวน อยากได้เรื่องหักมุม อยากได้หนังสือที่ทำงานกับอารมณ์ หรืออ่านจบแล้วร้องไห้ก็ยังได้ แค่บอกโจทย์มา เราก็จะเลือกหนังสือให้ 1 เล่ม ใส่ซองส่งไปให้
ส่วนอีกแบบคือ ‘Omakase Full Course’ สำหรับคนที่อยากอ่านแบบจุใจขึ้น ใช้หลักการเดียวกัน คือบอกโจทย์ที่อยากอ่านมา แล้วเราจะคัดเลือกหนังสือให้ 4 เล่ม จัดใส่กล่องเป็นเซ็ต ส่งให้แบบเต็มคอร์ส ถือเป็นธีมที่มีกระแสตอบรับดีมากๆ
เคยมีคนบอกว่า “เกลียดใครก็ให้ยุคนนั้นมาทำร้านหนังสือ” ซึ่งก็จริง เพราะมันเป็นธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในขาขึ้น และไม่ใช่ธุรกิจที่จำเป็น หนังสือคือสินค้าฟุ่มเฟือย ในความหมายที่ว่ามันไม่ได้มีอยู่เพื่อปากท้องของคุณโดยตรง คุณไม่ได้ต้องกินต้องใช้มันในชีวิตประจำวัน หนังสือคือสิ่งที่คุณซื้อเพิ่มจากสิ่งจำเป็นอื่นๆเพราะฉะนั้นมันจึงเป็นของที่เกินความจำเป็น
แต่เหตุผลที่ตัดสินใจเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเอง ก็ต้องบอกว่ามันเริ่มจากอะไรเล็กๆก่อน เราไม่ได้คิดในแง่ว่า โอ้โห จะต้องทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ต้นด้วยอุดมคติใหญ่โตอะไรเลย ไม่ได้คิดแบบนั้น แค่คิดว่าขอตอบสนองชาวหนอนของเราให้ได้ แล้วก็ตอบสนองปากท้องของตัวเองได้เล็กๆน้อยๆ ดูแลตัวเองได้ ดูแลพนักงานได้แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว
พอทำไปทำมา มันดันเหมือนกับเริ่มจับทางได้ แล้วก็เริ่มเชื่อว่า ถ้าอย่างนั้นลองขยับขยายจากสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เพิ่มขึ้นอีกหน่อยดีไหม ตอนนี้เรากำลังจะเปิดหน้าร้านชื่อว่า ‘อาทิตย์ละเล่มเฮาส์’ ซึ่งจะเป็นป๊อปอัพสโตร์ของเราอย่างจริงจัง จะมีหนังสือดิสเพลย์เหมือนร้านหนังสือทั่วไป และจะมีโมเดลธุรกิจหลายอย่างที่น่าจะไม่ค่อยได้เห็นในร้านหนังสืออิสระอื่นๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ สำหรับผม มันเกิดจากการไหลมากกว่าการคิด ถ้าย้อนกลับไปตอบคำถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจทำ ผมก็คงต้องตอบตรงๆว่า ผมไม่ได้คิดหรอก ถ้าคิดมากจริงๆผมคงไม่ทำ แต่มันเหมือนไหลมาเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดที่รู้สึกว่า โอเค สิ่งที่เราทำน่าจะพอไปได้แล้ว มีคนตอบรับอยู่ประมาณหนึ่ง เราก็เลยขอขยายฐานจากความพอไปได้นั้น ไปสู่สิ่งที่ตั้งหลักได้ แล้วค่อยทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวเราที่สุด
ถ้าถามว่ามีคนไม่เห็นด้วยไหม มีเยอะแยะเลย เพราะการเปิดร้านหนังสือในธุรกิจที่การแข่งขันสูง ส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย และสายป่านของเราก็ไม่ได้ยาว ย่อมมีคนเตือนอยู่แล้ว เพราะแม้แต่ร้านเชนสโตร์เองก็ยังปิดตัวกันอยู่เรื่อยๆ
เราก็ต้องบอกว่าใช่ เราถูกเตือนเยอะมาก แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือพยายามเดินให้ระมัดระวังและมั่นคงมากขึ้น จากคนที่ไม่เก่งเรื่องตัวเลข ทุกวันนี้ผมดูตัวเลขละเอียดมาก ดูสถานะทางบัญชี ดูการลงทุน ดูเงินเข้าเงินออก ดูอัตราการเดินและการเติบโตของบริษัทค่อนข้างเยอะ เพื่ออย่างน้อยที่สุด ขอให้เราไม่ตาย อย่างที่บอก ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะทำร้านหนังสือแล้วรวยมหาศาลอะไรอยู่แล้ว ขอแค่ให้ธุรกิจมันหล่อเลี้ยงตัวเองได้ก็พอ
เพราะฉะนั้น คำเตือน คำแนะนำ หรือคำทักท้วงจากผู้คน ผมขอบคุณมากๆจริงๆเพราะมันช่วยให้เราระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้เราอาจยังไม่ได้อยู่ใกล้กับจุดที่เรียกว่าวิกฤต เพราะเรายังอยู่ในช่วงตั้งไข่และค่อยๆเริ่มต้น แต่การมีคนทักท้วงเยอะๆแบบนี้ก็ยิ่งดี เพราะเราจะได้เอาคำเหล่านั้นมาประกอบ ทำให้การตั้งไข่ของเราแข็งแรงขึ้น และมีโอกาสล้มน้อยลง
แต่ผมก็ไม่กล้าการันตี ไม่กล้ายืนยันว่าจะรอดนะ พูดตรงๆแบบไม่อายเลย ผ่านจบงานหนังสือรอบนี้ไป อาจไม่มีคนมาเลยก็ได้ อาจเจ๊งก็ได้ อาจขาดทุนยับก็ได้ ตอนนี้ผู้รับเหมาก็กำลังเข้าไปทำที่ตึกของเฮาส์อยู่เหมือนกัน มันก็อาจเกิดภาพที่ว่า สุดท้ายผมไม่มีเงินจ่ายเขาแล้วก็ได้ อาจกลายเป็นว่าหลังจบงานเมษายน พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เงินไม่เหลือ เพราะลูกค้าไม่ซื้อของ ของที่ลงทุนไปก็เปิดร้านไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ข้อแรกผมได้เรียนรู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีวิธีการทำงานอยู่แค่แบบเดียว ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในระบบองค์กรแบบใดก็ตาม มักจะมีคนบอกเราเสมอว่า ต้องทำแบบนี้ ต้องทำแบบนั้น ต้องใช้เวลากับเรื่องนี้ ต้องรู้เรื่องนั้น ซึ่งลึกๆ แล้วผมก็ตั้งคำถามมาตลอดว่า เราทำอีกแบบไม่ได้จริงหรือ เราจะเลือกวิธีทำงานในแบบที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้เลยหรือ
แต่โดยส่วนใหญ่ เมื่อเราทำงานอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและความคาดหวังของคนอื่น มันไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆเท่าไรนัก จนกระทั่งวันที่ได้ออกมาทำเอง ผมถึงได้รู้ว่า แม้มันจะต้องล้มเอง เจ็บเอง และรับผลของมันเองทั้งหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้เราได้ค้นพบว่า สิ่งที่คนเคยห้ามไว้ บางอย่างก็ใช้ได้จริง แต่บางอย่างก็ไม่ได้จริงเสมอไป โลกของการทำงานมีวิธีมากกว่านั้น และไม่ได้มีแค่ทางเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงเป้าหมาย
ผมเลยรู้สึกว่า มันไม่จำเป็นหรอกที่แมวทุกตัวจะต้องมีสีเดียวกัน ถึงจะจับหนูได้ แมวคนละสีก็จับหนูได้เหมือนกัน วิธีการทำงานก็เช่นเดียวกัน มันอาจต่างกันได้ ขอแค่มันพาเราไปถึงจุดหมายในแบบของเรา
ข้อที่สองที่ผมเรียนรู้คือ วิธีการแบบ ‘มวยวัด’ บางครั้งมันก็ได้ผลเหมือนกัน มันอาจไม่ได้สวย ไม่ได้เป็นมาตรฐาน ไม่ได้มีท่าทางเหมือนกันทั้งโลก แต่มันก็ต่อยได้ เพียงแต่มันอาจทำให้เราเจ็บตัวมากกว่า เพราะเรายังป้องกันตัวเองไม่เก่งพอ
เพราะฉะนั้น ถ้าจะลอง ก็อาจต้องลองเป็นนักมวยในแบบของตัวเองดู เจ็บบ้าง พลาดบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะบางทีความสำเร็จอาจไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มาจากการที่เรายังยืนอยู่และยังต่อยอยู่ต่างหาก ซึ่งผมเองก็ยังไม่กล้าพูดว่าตัวเองประสบความสำเร็จนะ ผมแค่รู้ว่าจนถึงทุกวันนี้ ผมยังต่อยด้วยท่านี้อยู่
สิ่งที่เรียนรู้ข้อที่สามคือ ไม่มีปลายทางไหนที่เราเดินไปถึงได้คนเดียว วันนี้ถ้าคุณมีทีมที่แข็งแรง มีน้องๆที่เติบโตมากับคุณ คุณต้องพาเขาไปด้วย ในโลกนี้ คุณไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้เพียงลำพังจริงๆไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกการเดินทางก็ต้องอาศัยผู้คนรอบตัวเสมอ
สุดท้ายสำหรับผม การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้มันจะเหนื่อยมาก เหนื่อยอย่างมหาศาล แต่มันก็ยังเป็นความเหนื่อยที่โชคดี เพราะอย่างน้อยเรายังได้ทำมันต่อ และยังไม่เลิกทำ
บางทีเหตุผลเดียวที่เรายังไปต่อได้ อาจเป็นเพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรารักจริงๆถ้าวันหนึ่งคุณเจอสิ่งแบบนั้น ผมก็อยากให้คุณเก็บมันไว้ และลองทำอะไรบางอย่างกับมันดู
ถ้าถามว่าชีวิตตอนนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2–3 ปีก่อนไหม ผมคงต้องตอบว่า เปลี่ยนไปเยอะมาก ดูจากหัวผมก็ได้ หงอกไปหมดแล้ว พักผ่อนก็น้อยลง สุขภาพก็แย่ลง เหนื่อยมากขึ้นมหาศาล
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่ามันคุ้ม ชีวิตเปลี่ยนไปมากจนบางครั้งผมแทบจำตัวเองเมื่อ 2–3 ปีก่อนไม่ได้เลย ว่าตอนนั้นผมไม่ใช่คนแบบนี้
ผมเชื่อว่าชีวิตของคนเรามี 2 ภาค ภาคแรกคือช่วงของการเรียนรู้ เป็นช่วงที่เรายังตั้งหลักไม่ค่อยได้ ยังแสวงหาตัวตน และต้องเรียนรู้ทั้งจากสิ่งที่ดีและความผิดพลาด ช่วงนี้จึงเต็มไปด้วยความเจ็บ ความแกว่ง และความสับสน
ส่วนภาคหลังคือช่วงที่เราเริ่มนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้จริง เอามาเป็นต้นทุนในการสร้างชีวิตและงานของตัวเอง แม้มันไม่ได้รับประกันว่าทุกอย่างจะสำเร็จ แต่เป้าหมายจะชัดขึ้น และตัวเราจะนิ่งขึ้น
ถ้าภาคแรกคือการค้นหาว่าเราเป็นใคร ภาคหลังก็คือการนำสิ่งนั้นมาประกอบสร้างให้กลายเป็นตัวเราที่แข็งแรงที่สุด
ผมขอบคุณการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เหมือนกัน ที่ทำให้ผมได้เข้าสู่ภาคสองของชีวิตในแบบที่ตัวเองรู้สึกภูมิใจ พอใจ เชื่อใจ และไว้วางใจชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง