
SHORT CUT
ใครวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นปลายปีนี้ อาจต้องเตรียมงบเพิ่มอีกนิด หลังญี่ปุ่นประกาศจะขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า รวมถึงค่าบัตรโดยสารรถไฟบางประเภท
ปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก
ญี่ปุ่นประกาศจะปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) ซึ่งเป็นภาษีขาออก ที่จะเรียกเก็บจากทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศ โดยปรับจากเดิม 1,000 เยน (ประมาณ 200 บาท) เป็น 3,000 เยน (ประมาณ 600 บาท) ต่อคน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
เจ้าหน้าที่เผยว่า การปรับขึ้นภาษีขาออกครั้งนี้ เพื่อให้ญี่ปุ่นมีอัตราค่าธรรมเนียมที่ใกล้เคียงกับ 'มาตรฐานสากล' มากขึ้น เทียบกับประเทศอื่น เช่น เยอรมนี ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบิน ตั้งแต่ 15 - 40 ยูโร (ประมาณ 500 - 1,500 บาท) สำหรับประเทศใกล้เคียง และ 70 ยูโร (ประมาณ 2,600 บาท) สำหรับประเทศอื่นๆ
ส่วนผู้เดินทางออกจาญี่ปุ่นที่อายุน้อยกว่า 2 ปี และผู้โดยสารทรานสิท ที่เดินทางออกจากญี่ปุ่นภายใน 24 ชั่วโมง จะได้รับการยกเว้นโดยไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว
ขณะการปรับขึ้นภาษีขาออก ยังมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา 'โอเวอร์ทัวริซึม' หรือนักท่องเที่ยวล้นเมือง ซึ่งรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณในการจัดการปัญหาดังกล่าวถึง 1.3 ล้านเยน โดยการเพิ่มสมรรถภาพของเมืองใหญ่รองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น และพยายามกระจายคนไปเที่ยวเมืองรองแทน
ปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารรถไฟ
นักท่องเที่ยวที่เดินทางรอบญี่ปุ่นโดยรถไฟก็ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ราคาบัตรโดยสารรถไฟญี่ปุ่น (JR Pass) จะเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เยน เป็น 53,000 เยน สำหรับบัตรโดยสารเจ็ดวันในตู้โดยสารรถไฟมาตรฐาน
ส่วนบัตรโดยสารรายสัปดาห์สำหรับรถไฟท้องถิ่น Green Car ระดับพรีเมียมจะปรับขึ้น 4,000 เยน เป็น 74,000 เยน
และบัตรโดยสารแบบ 21 วัน จะมีราคาเพิ่มขึ้น 5,000 เยน เป็น 105,000 เยน (560 ยูโร) สำหรับที่นั่งธรรมดา และเพิ่มขึ้น 7,000 เยน เป็น 147,000 เยน สำหรับที่นั่งพรีเมียม
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์จริงในปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นกำลังลดลงอย่างมาก ทำให้ปัญหาโอเวอร์ทัวริซึมเริ่มเบาลงในบางพื้นที่ และกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า การขึ้นภาษีตอนนี้ ยังเหมาะสมอยู่หรือไม่