
SHORT CUT
โลกทุกวันนี้กำลังส่งสัญญาณคล้ายช่วงก่อนสงครามโลก เมื่อมหาอำนาจสะสมความไม่พอใจและความหวาดระแวงใส่กัน คำถามสำคัญคือมนุษยชาติจะหยุดหายนะได้ทันหรือไม่
โลกทุกวันนี้ดูวุ่นวาย ราวกับกำลังเดินย้อนกลับไปสู่บรรยากาศก่อนสงครามโลกในอดีต เมื่อมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างสะสมความไม่พอใจ ความหวาดระแวง และความทะเยอทะยานใส่กันทีละน้อย ฝ่ายหนึ่งมองว่าอีกฝ่ายกำลังขยายอิทธิพลเกินขอบเขต อีกฝ่ายก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกปิดล้อม ถูกจำกัด และถูกกดให้ยอมจำนน ยิ่งเวลาผ่านไป ความไม่ไว้วางใจก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนโลกทั้งใบเหมือนยืนอยู่บนพื้นที่เปราะบาง ที่ความผิดพลาดของผู้นำเพียงไม่กี่คนอาจทำให้ความขัดแย้งเฉพาะจุดลุกลามกลายเป็นภัยระดับโลกได้
ในหนังสือ The Coming Storm อ็อด อาร์เนอ เวสตัด (Odd Arne Westad) ชวนมองโลกปัจจุบันผ่านกระจกของปี 1914 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เขาเห็นว่าหลายเงื่อนไขในยุคนี้ชวนให้นึกถึงโลกในเวลานั้นอย่างมาก โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การกลับมาของชาตินิยม และความหวาดกลัวว่าคู่แข่งกำลังเร่งเติบโตจนคุกคามระเบียบเดิมของโลก
ก่อนปี 1914 ยุโรปไม่ได้ขาดแคลนการค้า การติดต่อ หรือความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ตรงกันข้าม โลกในเวลานั้นก็เคยมีช่วงเวลาแห่งความเชื่อมั่นว่าความเจริญทางเศรษฐกิจจะช่วยยับยั้งสงครามได้ แต่สุดท้าย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ไม่อาจต้านแรงของความกลัวและการแข่งขันเชิงอำนาจได้ เมื่อมหาอำนาจเริ่มเชื่อว่าหากไม่รีบลงมือก่อน ตนเองอาจเสียเปรียบในระยะยาว การทูตก็เริ่มกลายเป็นเพียงฉากหน้า ขณะที่การเตรียมพร้อมทางทหารและจิตวิทยาแห่งสงครามค่อย ๆ ขยายตัวอยู่เบื้องหลัง
โลกในปัจจุบันก็มีภาพคล้ายกัน สหรัฐฯ และจีนต่างมองกันด้วยสายตาแห่งความระแวง ฝ่ายหนึ่งเห็นอีกฝ่ายเป็นผู้ท้าทายอำนาจเดิม ส่วนอีกฝ่ายก็รู้สึกว่าตนกำลังถูกสกัดไม่ให้เติบโตอย่างเต็มที่ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า เทคโนโลยี หรือเขตอิทธิพล แต่เป็นการแข่งขันเชิงอารยธรรมและเชิงระบบ ที่แต่ละฝ่ายต่างเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังคุกคามอนาคตของตนเอง
ในอีกด้าน รัสเซียก็ทำให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้นำที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปสามารถนำประเทศและโลกเข้าสู่ความสูญเสียได้เพียงใด ความคิดว่าสงครามจะจบเร็ว ศัตรูจะพ่ายแพ้ง่าย หรือโลกจะไม่ตอบโต้หนักอย่างที่คิด ล้วนเป็นตรรกะที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ และมักจบลงด้วยผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่าที่ผู้นำคาดไว้เสมอ ยิ่งเมื่อความเชื่อเช่นนี้ไปผสมกับชาตินิยม ความเย่อหยิ่งของรัฐ และความรู้สึกว่าตนมีภารกิจทางประวัติศาสตร์ต้องทำให้สำเร็จ ความเสี่ยงของสงครามใหญ่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
แม้ภาพเปรียบเทียบหลักจะพาไปยังปี 1914 แต่โลกในยุคนี้ก็มีหลายด้านที่ชวนให้นึกถึงปี 1941 เช่นกัน ปีนั้นไม่ใช่เพียงปีของความตึงเครียด แต่เป็นปีที่ไฟสงครามในหลายพื้นที่เริ่มเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นวิกฤตระดับโลก สงครามไม่ใช่เรื่องของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครือข่ายของความขัดแย้งที่โยงถึงกันทั้งยุโรป เอเชีย และมหาสมุทรแปซิฟิก
ความคล้ายคลึงกับโลกปัจจุบันอยู่ตรงนี้เอง เพราะทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดหลายจุดในเวลาเดียวกัน ทั้งสงครามในยุโรป ความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง และแรงเสียดทานในเอเชียแปซิฟิก แม้แต่ละวิกฤตจะมีบริบทเฉพาะของตัวเอง แต่ทั้งหมดล้วนผูกอยู่กับการแข่งขันของมหาอำนาจ เมื่อมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องในหลายสมรภูมิพร้อมกัน ความขัดแย้งแต่ละจุดก็ไม่ใช่เรื่องแยกขาดจากกันอีกต่อไป หากจุดหนึ่งลุกลาม ก็อาจส่งแรงสะเทือนไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว
อีกสิ่งที่ทำให้ชวนคิดถึงปี 1941 คือบรรยากาศของการตัดสินใจแบบ “ลงมือก่อนดีกว่ารอให้เสียเปรียบ” ในห้วงเวลานั้น หลายประเทศเชื่อว่าตนไม่มีเวลามากพอสำหรับการลังเล เพราะคู่แข่งกำลังสะสมอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว การไม่ลงมือจึงถูกมองว่าอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ในอนาคต ความคิดลักษณะเดียวกันนี้ยังคงปรากฏในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะในเรื่องเขตอิทธิพล เทคโนโลยี ความมั่นคงทางทะเล หรือการคานอำนาจในภูมิภาคสำคัญ
ที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้นคือ โลกวันนี้มีเครื่องมือทำลายล้างที่ทรงพลังและตัดสินผลได้เร็วกว่าเดิมมาก หากในศตวรรษที่ 20 การเคลื่อนทัพ การผลิตอาวุธ และการขนส่งทางทหารเป็นตัวเร่งให้สงครามขยายตัว ในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่เข้ามาแทนคืออาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธความเร็วสูง ระบบเฝ้าระวัง และ AI ที่อาจทำให้เวลาสำหรับการพิจารณาอย่างรอบคอบสั้นลงจนน่ากลัว การตัดสินใจที่เคยมีเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ อาจเหลือเพียงไม่กี่นาที
นั่นหมายความว่า หากโลกในปี 1941 เต็มไปด้วยความเสี่ยงจากการขยายตัวของสงครามในหลายภูมิภาค โลกวันนี้ก็อาจหนักกว่านั้น เพราะไม่เพียงมีหลายวิกฤตเชื่อมต่อกัน แต่ยังมีเทคโนโลยีที่ทำให้การลุกลามเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิมมาก สิ่งที่เคยเป็น “สงครามจำกัดวง” อาจพุ่งทะยานเป็นความขัดแย้งข้ามภูมิภาคได้ในเวลาอันสั้น และเมื่อมหาอำนาจต่างติดอยู่ในเกมแห่งศักดิ์ศรีและความกลัว โอกาสที่จะถอยอย่างมีเหตุผลก็ยิ่งลดลง
สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้ง่าย ไม่ใช่เพราะมนุษย์ไม่รู้ว่าสงครามเลวร้ายเพียงใด แต่เพราะในทุกยุคมักมีผู้นำที่เชื่อว่าตัวเองฉลาดพอ แข็งแกร่งพอ หรือมีโชคพอจะควบคุมความรุนแรงได้ ความอันตรายของผู้นำประเภทนี้คือการประเมินต่ำเกินไปทั้งศัตรู ความซับซ้อนของระบบระหว่างประเทศ และต้นทุนของสงครามที่ประชาชนต้องแบกรับ
โลกทุกวันนี้กำลังเข้าสู่ยุคบูชาตัวบุคคลมากขึ้น ผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ สี จิ้นผิง และวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะผู้นำประเทศ แต่ถูกวางให้เป็นตัวแทนของชาติ เป็นศูนย์รวมอำนาจ และเป็นคนที่ห้ามอ่อนแอ จนการเมืองโลกยิ่งผูกติดกับตัวบุคคลมากกว่าสถาบัน
นอกจากนี้ โลกยังเผชิญปัญหาที่คล้ายอดีตอีกอย่างหนึ่ง คือการที่มหาอำนาจไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการป้องกันสงครามเท่ากับการเตรียม “ชนะสงคราม” หลายรัฐศึกษาบทเรียนจากสนามรบเพื่อหาวิธีเอาชนะคู่แข่ง แต่ใช้พลังงานน้อยกว่ามากกับคำถามว่า จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแยงบานปลายได้อย่างไร วิธีคิดแบบนี้ทำให้โลกค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่สภาวะที่ทุกฝ่ายมีแผนรับมือสงคราม แต่มีน้อยฝ่ายที่จริงจังกับการป้องกันสงคราม
ทางออกจึงไม่ใช่แค่การสะสมอาวุธให้มากกว่าเดิม หรือประกาศจุดยืนให้แข็งกร้าวกว่าเดิมเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการรักษาช่องทางสื่อสารระหว่างมหาอำนาจให้ทำงานได้จริง ต้องมีการพบปะพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ ต้องมีพื้นที่สำหรับการประนีประนอมชั่วคราวในประเด็นที่อ่อนไหว และต้องมีความร่วมมือในเรื่องที่โลกจำเป็นต้องพึ่งพากัน เช่น ภูมิอากาศ โรคระบาด ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการควบคุมความเสี่ยงทางทหาร เพราะยิ่งโลกมีพื้นที่ให้เจรจามากเท่าไร โอกาสที่ความเข้าใจผิดจะกลายเป็นหายนะก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
ท้ายที่สุด บทเรียนจากทั้งปี 1914 และปี 1941 เตือนตรงกันว่า สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทุกฝ่ายตั้งใจจะเผชิญหายนะตั้งแต่แรก แต่มันเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจปล่อยให้ความหวาดระแวงสะสม ปล่อยให้ชาตินิยมร้อนแรง ปล่อยให้การตัดสินใจเรื่องใหญ่ผูกอยู่กับผู้นำเพียงไม่กี่คน และปล่อยให้ความเชื่อว่า “ยังควบคุมได้” ทำงานนานเกินไป โลกในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เป็นโลกที่ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ หรือจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์พาเดินกลับไปสู่ความหายนะอีกครั้ง
ที่มา : economist
ข่าวที่เกี่ยวข้อง