
SHORT CUT
การปะทะของทรัมป์และโป๊ปสะท้อนศึกเก่าแก่ของโลกตะวันตก ระหว่างอำนาจทางโลกกับอำนาจศีลธรรม โลกย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งเก่าแก่ระหว่างศาสนากับรัฐ
ตลอดช่วงสงครามอิหร่านที่ผ่านมา พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 แสดงจุดยืนเรียกร้องสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า “พระเจ้าไม่ทรงอวยพรให้กับสงครามใด” แต่เมื่อวันที่ 12 เมษายน โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำรุนแรง เขากล่าวหาพระสันตะปาปาว่า ‘อ่อนแอ’ และ ‘เลวร้ายด้านนโยบายต่างประเทศ' พร้อมบอกให้ “ตั้งใจเป็นโป๊ปไป อย่ามาเป็นนักการเมือง” หลังจากนั้น บัญชี ของเขายังโพสต์ภาพทรัมป์ในลักษณะคล้ายพระคริสต์กำลังรักษาผู้คน ก่อนจะลบออกในเวลาต่อมา
การปะทะคารมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อาจดูเหมือนดราม่าทั่วไป แต่หากมองให้ลึก นี่คือความขัดแย้งเก่าแก่ที่โลกตะวันตกรู้จักดีมาแล้วนับพันปี นั่นคือการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจทางโลกกับอำนาจทางศีลธรรม
แม้หลายคนจะมองว่าการปะทะกันครั้งนี้น่าตกใจ แต่ภาพเช่นนี้แทบไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ตะวันตก ตรงกันข้าม ความขัดแย้งระหว่างสันตะปาปากับผู้ปกครองบ้านเมืองคือรูปแบบที่เกิดซ้ำมาอย่างยาวนาน ทุกครั้งที่ผู้นำการเมืองหยิบภาษาศักดิ์สิทธิ์มาเคลือบอำนาจของตน หรือเมื่อผู้นำศาสนาออกมาประณามความรุนแรงทางการเมือง โลกก็กำลังย้อนกลับไปสู่ข้อถกเถียงรูปแบบเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับพันปี
ต้นตอของปัญหานี้ต้องย้อนไปถึงยุคแรกของคริสต์ศาสนา เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งโรมัน (Constantine) ประกาศรับรองศาสนาคริสต์ให้ถูกกฎหมายในปี ค.ศ. 313 นับจากนั้น อำนาจของรัฐกับอำนาจของศาสนาก็เริ่มพัวพันกัน
.
ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 5 สมเด็จพระสันตะปาปาเจลาเซียสที่ 1 (Pope Gelasius I) เสนอแนวคิดสำคัญว่า โลกนี้ถูกปกครองโดย ‘สองอำนาจ’ คืออำนาจของกษัตริย์และอำนาจของศาสนจักร แต่ในท้ายที่สุด อำนาจฝ่ายจิตวิญญาณย่อมสูงกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับความรอดนิรันดร์ของมนุษย์ แนวคิดนี้ไม่ได้ยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย หากแต่กลายเป็นกรอบสำคัญของความคิดทางการเมืองแบบคริสต์ที่ส่งอิทธิพลยาวนาน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 800 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 3 (Pope Leo III) สวมมงกุฎจักรพรรดิให้ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) ในวันคริสต์มาส เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แต่มีความหมายทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะมันสื่อว่าอำนาจจักรพรรดิในโลกตะวันตกได้รับการรับรองจากศาสนจักร และความชอบธรรมของผู้ปกครองจำเป็นต้องผ่านการเห็นชอบจากโป๊ป
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เช่นนี้กลับสร้างความย้อนแย้งขึ้นมาเอง เพราะในขณะที่กษัตริย์ใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อทำสงครามและพิชิตดินแดน ฝ่ายศาสนจักรก็อ้างสิทธิในการกำหนดขอบเขตความชอบธรรมของความรุนแรง บ้างสนับสนุน ‘สงครามที่เป็นธรรม’ บ้างใช้อำนาจทางศาสนาลงโทษพฤติกรรมอันโหดร้าย
เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 11 พระสันตะปาปาเริ่มพยายามแยกตัวออกจากอิทธิพลของกษัตริย์และจักรพรรดิ โดยเฉพาะในเรื่อง ‘การแต่งตั้งบิชอป’ เพราะตำแหน่งนี้ไม่ได้มีแค่บทบาททางศาสนา แต่ยังหมายถึงการถือครองที่ดิน รายได้ และอำนาจในการปกครองด้วย จึงทำให้ทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายการเมืองต่างอยากเป็นผู้ตัดสิน
ความขัดแย้งนี้กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่เรียกว่า Investiture Controversy หรือข้อพิพาทเรื่องสิทธิแต่งตั้งสมณศักดิ์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการต่อสู้กันว่า ใครกันแน่มีอำนาจสูงสุดในการมอบตำแหน่งและควบคุมผู้คน
ท้ายที่สุด ในปี ค.ศ. 1122 จึงเกิด Concordat of Worms หรือสนธิสัญญาวอร์มส์ ขึ้นมาเป็นการประนีประนอม โดยตกลงว่า พระสันตะปาปามีสิทธิแต่งตั้งบิชอปในทางศาสนา ส่วนจักรพรรดิยังคงมีบทบาทในการมอบอำนาจทางโลก เช่น ที่ดิน รายได้ และสิทธิในการปกครองบางส่วน
อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนคำถามเดียวกันคือ Magna Carta ในอังกฤษ ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา กษัตริย์จอห์น (King John) ปะทะกับสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 (Pope Innocent III) เรื่องการแต่งตั้งอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี (Archbishop of Canterbury) จนถูกคว่ำบาตรทางศาสนาและทำให้อังกฤษตกอยู่ภายใต้คำสั่งระงับพิธีศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายจอห์นยอมยกอังกฤษให้เป็นดินแดนในอำนาจของโป๊ปในปี ค.ศ. 1213 เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเมือง
แต่การยอมอ่อนข้อเช่นนั้นกลับสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในหมู่ขุนนางอังกฤษ เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่ใต้กษัตริย์เพียงคนเดียวอีกต่อไป หากยังต้องอยู่ใต้อำนาจของสันตะปาปาด้วย หลังความพ่ายแพ้ทางทหาร จอห์นจึงถูกบีบให้ยอมลงนามใน Magna Carta กฎบัตรสำคัญที่ประกาศชัดว่า แม้แต่กษัตริย์ก็อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้
เอกสารฉบับนี้จำกัดอำนาจของกษัตริย์ในหลายด้าน ทั้งภาษี กระบวนการยุติธรรม และการลงโทษตามอำเภอใจ พร้อมวางหลักการสำคัญว่า ไม่มีเสรีชนคนใดควรถูกจองจำหรือถูกพรากสิทธิไปโดยไม่มีคำพิพากษาตามกฎหมาย แม้ในเวลาต่อมาโป๊ปจะพยายามยกเลิกกฎบัตรนี้ตามคำร้องของกษัตริย์จอห์น แต่ Magna Carta ก็ยังถูกนำกลับมาใช้อีกหลายครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในรากฐานของแนวคิดเรื่องการจำกัดอำนาจรัฐในเวลาต่อมา
เมื่อมองย้อนกลับไปในกรอบประวัติศาสตร์ยาวนาน ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จึงไม่ได้ดูแปลกประหลาดเท่าใดนัก หากประธานาธิบดีใช้ภาษาศักดิ์สิทธิ์หรือภาพลักษณ์เชิงศาสนาเพื่ออธิบายหรือปกป้องความรุนแรง ขณะที่โป๊ปลุกขึ้นมาปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่ได้รับรองสงครามใด นั่นก็คือการย้อนกลับไปสู่ข้อถกเถียงเก่าแก่ของโลกคริสต์ยุคกลางอีกครั้ง นั่นคือ ใครกันแน่ที่มีสิทธิพูดในนามของพระเจ้า และใครมีอำนาจกำหนดขอบเขตให้ผู้ปกครอง
แม้ทรัมป์จะไม่ใช่กษัตริย์ แต่ในฐานะผู้นำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เขาก็ถือครองอำนาจในระดับที่ส่งแรงสะเทือนไปไกลเกินพรมแดนของตนเอง ไม่ต่างจากบรรดากษัตริย์และจักรพรรดิในอดีตที่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางของสงคราม การเมือง และชะตากรรมของผู้คนหลายล้านได้
ในมุมนี้ การปะทะกันระหว่างทรัมป์กับสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จึงไม่ได้เป็นเพียงศึกน้ำลายระหว่างผู้นำสองคน แต่มีลักษณะคล้ายการเผชิญหน้าระหว่าง ‘อำนาจสูงสุดของรัฐ’ กับ ‘อำนาจทางศีลธรรมของศาสนา’ อย่างที่ประวัติศาสตร์ตะวันตกเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่วันนี้ มงกุฎถูกแทนที่ด้วยตำแหน่ง ‘ประธานาธิบดี’
แต่คำถามจึงยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คือเมื่อผู้นำทางการเมืองอ้างความ ของตนผ่านภาษาศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ผู้นำศาสนาลุกขึ้นมาท้าทายความรุนแรงในนามของศีลธรรม สุดท้ายแล้วใครกันแน่จะมีสิทธิเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งของอำนาจ และใครจะเป็นคนบอกโลกได้ว่า สิ่งใดสมควรทำในนามของพระเจ้า