
SHORT CUT
เจาะเทคนิคบริหารไฟฟ้าให้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน เพื่อรับสิทธิ์ค่าไฟราคาพิเศษ และวิเคราะห์โครงสร้างค่าไฟใหม่ที่กระทบทุกครัวเรือน
จะทำอย่างไรให้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน? ในเมื่อเงื่อนไขที่ภาครัฐตั้งไว้นั้นดูจะเป็นเรื่องที่ "ยากมาก" สำหรับวิถีชีวิตคนเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก แต่ความยากนี้มาพร้อมกับรางวัลที่คุ้มค่า เพราะหากคุณทำสำเร็จ ค่าไฟต่อหน่วยของเราจะถูกล็อคไว้ที่ไม่เกิน 3 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่หาไม่ได้อีกแล้วในโครงสร้างพลังงานโลกปัจจุบัน
นับถอยหลังสู่เดือนมิถุนายน 2569 ประเทศไทยจะเริ่มใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่เน้นหลักการ "ใครใช้มาก จ่ายแพง" เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและลดภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสว่า 200 หน่วยนั้นทำอะไรได้บ้าง และเราจะบริหารจัดการ "งบประมาณหน่วยไฟ" อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
พื้นฐานสำคัญของการประหยัดไฟไม่ใช่แค่การปิดสวิตช์ แต่คือการคำนวณ หากเป้าหมายคือ 200 หน่วยต่อเดือน เมื่อเฉลี่ยเป็นรายวันคุณจะมีโควตาการใช้ไฟอยู่ที่ประมาณ 6.6 หน่วยต่อวันเท่านั้น การจะคุมให้อยู่ในเกณฑ์นี้ คุณต้องรู้จักสูตรคำนวณเบื้องต้นคือ (จำนวนวัตต์ x จำนวนชั่วโมง) ÷ 1,000 = จำนวนหน่วยไฟฟ้า
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องซักผ้าขนาด 500 วัตต์ หากคุณใช้งาน 2 ชั่วโมง จะใช้ไฟไปแล้ว 1 หน่วย นั่นหมายความว่าในวันนั้นคุณเหลือโควตาสำหรับแอร์ ตู้เย็น และหลอดไฟเพียง 5.6 หน่วย การวางแผนการซักผ้าหรือการรีดผ้าให้เป็นระบบจึงเป็นหัวใจสำคัญ การรู้กำลังไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดจะช่วยให้คุณจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ให้บานปลายได้
กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย/เดือน อัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทมีอยู่ 15.4 ล้านครัวเรือน
กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 200 - 400 หน่วย/เดือน อัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาท/หน่วย (อัตราปกติ) กลุ่มนี้มีอยู่ 4.6 ล้านครัวเรือน
กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป/เดือน จะเป็นอัตราขั้นบันได ต้องรอปรับอัตราใหม่ คาดว่าจ่ายมากกว่า 5 บาท/หน่วย (อัตราเดิม 4.50 บาท/หน่วย) กลุ่มนี้มีอยู่ 3.2 ล้านครัวเรือน
แอร์คือตัวแปรหลักที่ทำให้เป้าหมาย 200 หน่วยล้มเหลว จากสถิติพบว่าหากคุณเปิดแอร์ขนาด 9,000 BTU เพียง 1 เครื่อง เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมกับตู้เย็นและหลอดไฟพื้นฐาน ปริมาณการใช้ไฟจะพุ่งสูงถึง 237.6 หน่วยต่อเดือนทันที ซึ่งเกินโควตาและทำให้คุณต้องไปจ่ายค่าไฟในเรทปกติที่ 3.95 บาท
วิธีแก้ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดคือการ "สลับ" การใช้งาน ลดการเปิดแอร์ลงเพราะแอร์กินไฟถึง 2.5 - 6 บาทต่อชั่วโมง และเปลี่ยนมาใช้พัดลมตั้งพื้นในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด ซึ่งพัดลมกินไฟเพียง 0.15 - 0.25 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น การปรับพฤติกรรมนี้จะช่วยรักษายอดโควตา 6.6 หน่วยต่อวันไว้ได้
หากจำเป็นต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ การเลือกซื้อเครื่องที่มี "ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบมีดาว" ไม่ใช่เพียงการทำตามโฆษณา แต่เป็นผลลัพธ์ทางตัวเลขที่ชัดเจน ยิ่งมีดาวมากยิ่งประหยัดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10% เมื่อเทียบกับเบอร์ 5 แบบธรรมดา การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่คือการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับยอดบิลที่ลดลง
จงระวังกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำความร้อนให้ดี เพราะนี่คือตัวสูบพลังงานชั้นยอด เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น (กินไฟประมาณ 13.5 ถึง 23.5 บาทต่อชั่วโมง), เตารีดไฟฟ้า (3.5 ถึง 10 บาทต่อชั่วโมง) และเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (8 ถึง 14 บาทต่อชั่วโมง) หากคุณละเลยเปิดทิ้งไว้ โควตา 200 หน่วยต่อเดือนของคุณจะหมดลงอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลแบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟออกเป็น 3 ระดับอย่างชัดเจน กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มที่ใช้เกิน 401 หน่วยขึ้นไป (ประมาณ 3.2 ล้านครัวเรือน) ที่จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตราขั้นบันไดที่อาจสูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย การปรับโครงสร้างนี้มาจากแนวคิดของกระทรวงพลังงานที่ว่า "คนใช้ไฟฟ้าน้อย ควรได้รับค่าไฟในราคาที่ถูก คนใช้จำนวนมาก ก็ควรต้องจ่ายแพง" เพราะปริมาณการใช้ที่สูงทำให้เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติในราคาแพงนั่นเอง
สำหรับบ้านที่คนเยอะและหลีกเลี่ยงการใช้ไฟเกิน 480-500 หน่วยไม่ได้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์คือคำตอบสุดท้าย รัฐบาลแนะนำให้เปลี่ยนมาผลิตไฟใช้เองเพื่อลดการดึงไฟจากระบบหลัก และสำหรับผู้ที่ไม่มีงบประมาณ ในอนาคตภาครัฐมีแผนจะหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น 3% ผ่อนยาว 10 ปีมาสนับสนุน เพื่อช่วยให้ยอดบิลตอนสิ้นเดือนมีโอกาสลดลงมาต่ำกว่า 200 หน่วยได้ง่ายขึ้น
ที่มา : electronmove krungsri
ข่าวที่เกี่ยวข้อง