ความจริงที่ซ่อนในครอบครัวไทย เมื่อ ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ความจริงที่ซ่อนในครอบครัวไทย เมื่อ ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ถ้าบ้านไม่ใช่เซฟโซน แล้วพื้นที่ปลอดภัยของเราอยู่ตรงไหน บทเรียนจาก 'นาย ณภัทร' ถึง 'ทราย สก็อต' ภาพสะท้อนของปัญหาสถาบันครอบครัวในสังคมไทย

SHORT CUT

  • วาทกรรม “บ้านคือพื้นที่ปลอดภัย” ในสังคมไทยกำลังถูกท้าทายจากข่าวความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งชี้ว่าบ้านอาจเป็นพื้นที่ที่สร้างบาดแผลได้เช่นกัน
  • ปัญหาครอบครัวที่เป็นพิษ (Toxic) มีหลายรูปแบบ เช่น ความสัมพันธ์แบบพัวพันไร้ขอบเขต การใช้ความกตัญญูเป็นเครื่องมือควบคุม การล่วงละเมิดที่ถูกปกปิด และการปั่นหัวทางจิตวิทยา (Gaslighting)
  • ทางออกเมื่อบ้านไม่ปลอดภัย คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยขึ้นใหม่ด้วยการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน การหาเครือข่ายที่สนับสนุน (ครอบครัวที่เลือกเอง) และการสร้างความเข้มแข็งจากภายในจิตใจตนเอง

ถ้าบ้านไม่ใช่เซฟโซน แล้วพื้นที่ปลอดภัยของเราอยู่ตรงไหน บทเรียนจาก 'นาย ณภัทร' ถึง 'ทราย สก็อต' ภาพสะท้อนของปัญหาสถาบันครอบครัวในสังคมไทย

ภาพจำของสังคมไทยกับวาทกรรม “บ้านคือพื้นที่ปลอดภัย” ที่ถูกผลิตซ้ำในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับเห็นดราม่าปรากฎบนหน้าสื่อที่รายงานความรุนแรงในครอบครัว รวมไปถึงดรามาอย่าง ‘นาย ณภัทร’ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมเปิดใจเรื่องความสัมพันธ์กับคุณแม่ ‘แม่หมู พิมพ์ผกา’ ว่าตั้งแต่แถลงข่าวเลิกกับใบเฟิร์น ก็ไม่ได้คุยกันอีก หรือจะเรียกตัดขาดไปแล้วก็ได้ เพราะตอนนี้ต่างคนต่างอยู่แล้ว พร้อมออกมาพูดว่า ต่อจากนี้ขอเลือกชีวิตของตนเอง ไปจนถึงเหตุการณ์ของ ‘ทราย สก็อต’ นักอนุรักษ์ทางทะเลชื่อดังที่ได้ออกมาอัดคลิปปล่อยโฮเล่าบาดแผลอันแสเจ็บปวดในวัยเด็กว่า เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยพี่ชายในครอบครัว  และถึงแม้จะพยายามขอความช่วยเหลือแต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย และยังได้เล่าอีกว่า ปีนี้เขากำลังถูกฟ้องร้องเพื่อจะเอาทรัพย์สินมรดก และยังถูกมองว่าเป็นลูกเนรคุณ

 

ความจริงที่ซ่อนในครอบครัวไทย เมื่อ ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

ในขณะที่สังคมไทยปลูกฝังให้เราเชื่อว่าสถาบันครอบครัวคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่หน้าข่าวในช่วงที่ผ่านมากลับกำลังสั่นคลอนความเชื่อนี้อย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความ Toxic ของสถาบันครอบครัวที่ถูกซุกไว้

 

ความจริงที่ซ่อนในครอบครัวไทย เมื่อ ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

เมื่อความหวังดีไร้เส้นแบ่งขอบเขต

ปัญหาคลาสสิกที่หลายครอบครัวเผชิญอยู่แบบไม่รู้ตัว คือการที่พ่อแม่ทุ่มเทชีวิตเพื่อลูกจนสูญเสียตัวตนของตัวเองไป พวกเขามองว่าลูกคือ ‘สมบัติ หรือ ‘โลกทั้งใบ’ ดร.ซัลวาดอร์ มินูชิน (Dr. Salvador Minuchin) ได้อธิบบายลักษณะความสัมพันธ์นี้ไว้ในหนังสือ ‘Families and Family Therapy’ ว่าคือ ‘ภาวะครอบครัวพัวพันกันมากเกินไป’ ที่สมาชิกเอาชีวิตมาผูกติดกันจนไร้เส้นแบ่งความเป็นส่วนตัว และเมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และต้องการมีชีวิตหรือมีความรักเป็นของตัวเอง พ่อแม่กลุ่มนี้จะรู้สึกเคว้งคว้าง ราวกับโลกถล่มทลาย

สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุถึงอาการนี้ว่า ‘ภาวะรังเปล่า’ (Empty Nest Syndrome) คือสิ่งที่พ่อแม่เผชิญกับความโศกเศร้าเมื่อลูกๆ ย้ายออกจากบ้านไป ภาวะนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่า เนื่องจากผู้หญิงมักมีบทบาทเป็นผู้ดูแลหลัก บรรยากาศในบ้านจะเต็มไปด้วยมวลอารมณ์ของการตัดพ้อ ประชดประชัน ดึงดราม่า เพื่อให้ลูกรู้สึกผิด ที่กำลังจะเติบโต สังคมไทยยังมักเอาคำว่า ‘กตัญญู’ มามัดรวมกับการต้องเชื่อฟัง ลูกจึงต้องแบกรับความกดดัน กลายเป็นตัวประกันทางอารมณ์ที่ไม่สามารถมีอิสระในการใช้ชีวิตได้

 

อาชญากรรมที่อยู่ภายในบ้าน

 

ปัญหาที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือการใช้คำว่า ‘ครอบครัว’ มาก่อนความถูกต้องและความปลอดภัยของคนในบ้าน ในปัจจุบันที่เราจะเห็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่ออกมาให้เห็นเกือบทุกวัน ทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และเมื่อผู้กระทำผิด เป็นคนในสายเลือดเดียวกัน หลายครอบครัวก็มักจะให้เหยื่อเป็นฝ่ายปิดปากเงียบแทน

สังคมมักยึดติดกับโครงสร้างอำนาจนิยมในครอบครัว และบีบให้ผู้ถูกกระทำต้องยอมสละความยุติธรรมส่วนตัวเพื่อรักษาความเป็นสถาบัน การที่เหยื่อต้องเผชิญกับความรุนแรงซ้ำซากจากคนที่ตนเองควรจะไว้ใจได้มากที่สุด ยังส่งผลต่อการพังทลายของระบบความเชื่อมั่นและกลไกการเอาชีวิตรอดภายในจิตใจ 

 

ดร.เจนนิเฟอร์ ฟรอยด์ (Dr. Jennifer Freyd) ได้อธิบายไว้ในงานวิจัย Betrayal Trauma: The Logic of Forgetting Childhood Abuse ว่า ระบบประสาทของมนุษย์จะแหลกสลายและเกิดบาดแผลที่รุนแรงที่สุด เมื่อคนที่ควรจะกอดเราแน่นที่สุดและเป็นคนที่เราต้องพึ่งพาอาศัย กลับกลายเป็นคนที่แทงข้างหลังเราเสียเอง และการใช้คำว่า ‘เป็นเรื่องภายในครอบครัว’ จึงมักเป็นเกราะกำบังที่สามารถให้ความรุนแรงภายในครอบครัวยังคงดำนินต่อไปโดยที่กฎหมายหรือคนนอกยังไม่สามารถเข้าถึง

 

 

Gaslighting อาวุธเงียบในบ้าน

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่คนในครอบครัวใช้กระบวนการจิตวิทยาเพื่อควบคุมอีกฝ่าย โดยมักมาในรูปแบบของการ ‘Gaslighting’ หรือการปั่นหัวอีกฝ่ายให้สงัยในคุณค่าหรือความคิดของตัวเอง สิ่งนี้มักเกิดขึ้นภายใต้ความหวังดี แต่เป้าหมายคือการทำให้อีกฝ่ายสูญเสียความมั่นใจ

 

ดร.ซูซาน ฟอร์เวิร์ด นักสังคมสงเคราะห์ชาวอเมริกัน อธิบายไว้ว่า การบิดเบือนความจริงเพื่อให้เหยื่อรู้สึกคิดไปเองหรือมีปัญหาทางจิตใจ เพียงเพราะมีความเห็นต่างจากครอบครัว การกระทำนี้ถือเป็นการริดรอนสิทธิในการตัดสินใจเหนือชีวิตตนเอง เพราะทำให้คนคนหนึ่งไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เลยหากไม่มีความเห็นจากคนในครอบครัว

 

ความจริงที่ซ่อนในครอบครัวไทย เมื่อ ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

เมื่อ ‘บ้าน’ ไม่ใช่เซฟโซน แล้วพื้นที่ปลอดภัยของเราอยู่ที่ไหน?

หากวันหนึ่งเราค้นพบว่าบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของเราอีกต่อไป คำถามสำคัญคือ เราจะไปต่อได้อย่างไรหากไร้ซึ่งที่พักพิง

ในทางจิตวิทยา พื้นที่ปลอดภัยไม่ได้หมายถึง สถานที่ที่มีรั้วรอบขอบชิดเสมอไป แต่มันคือ ‘สภาวะแห่งความมั่นคงภายใน’ ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ด้วยมือของเรา

 

1.พื้นที่ที่เรากล้าขีดเส้นแบ่ง การถอยห่างหรือการแยกออกไปใช้ชีวิตไม่ได้หมายความว่า เราเป็นลูกอกตัญญู แต่มันคือกลไกการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติ เพื่อหยุดวงจรความบอบช้ำ ดร.เฮนรี คลาวด์ (Dr. Henry Cloud) และ ดร.จอห์น ทาวน์เซนด์ (Dr. John Townsend) ผู้เขียนหนังสือ Boundaries (1992) อธิบายไว้ว่า คือ สิ่งที่จำเป็นต่อสุขภาพจิต เพราะช่วยนิยามว่าสิ่งใดคือความรับผิดชอบของเรา และสิ่งใดคือการก้าวล่วงจากผู้อื่น พื้นที่ปลอดภัยก้าวแรกคือการอนุญาตให้ตัวเองมีระยะห่างเพื่อพักฟื้นจิตใจโดยไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดที่สังคมมักกำหนดขึ้นมา

 

2.สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ให้การยอมรับอย่างชัดเจนว่า มนุษย์สามารถสร้างเครือข่ายความผูกพันที่ปลอดภัยกับคนที่ไม่ใช่สายเลือดได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนรัก หรือคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะรับฟังและสนับสนุนเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ พื้นที่ปลอดภัยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่นามสกุลเดียวกัน แต่อยู่ที่ความเข้าใจและการยอมรับในตัวตนที่เราเป็นจริงๆ

 

3.ทฤษฎีของ Ryan และ Deci กล่าวถึงพื้นที่ปลอดภัยในใจตนเอง ที่พูดถึงอำนาจเด็ดขาดในชีวิตตนเอง พื้นที่ที่สำคัญที่สุดคือการคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง ด้วยการหยุดโทษตัวเอง และเลิกเชื่อการ Gaslighting ที่บอกว่าเราคือต้นเหตุของปัญหา พื้นที่ปลอดภัยคือความตระหนักรู้ว่าเรามีสิทธิที่จะมีความสุข

 

การก้าวเดินออกมา คือก้าวแรกของการทวงคืนชีวิต

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของทั้งสองกรณีไม่ได้เป็นเพียงข่าวดราม่าชั่วข้ามคืน แต่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่า สถาบันครอบครัวในสังคมไทยในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน กำลังถึงเวลาที่ต้องตั้งคำถามถึงนิยามของคำว่าความรักและการเคารพซึ่งกันและกันอย่างจริงจังการยอมรับว่า ‘บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย’

 

สุดท้ายแล้ว พื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่ใต้หลังคา หรือการใช้นามสกุลเดียวกันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การอนุญาตให้ตัวเองได้มีระยะห่างที่พอดี การมองหาครอบครัวที่เราเลือกเอง ที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างไม่มีเงื่อนไข และเหนือสิ่งอื่นใด คือการสร้างบ้านที่แข็งแรงที่สุดขึ้นมาในใจตนเอง เพราะการก้าวเดินออกมาเพื่อปกป้องสภาพจิตใจของตัวเอง ไม่ใช่ความอกตัญญู แต่คือความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานต่อความเป็นมนุษย์ของเราเอง

 

 

related