
SHORT CUT
กฎหมายมรดก พ่อแม่โอนที่ดินให้ลูก รับสิทธิยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้ 20 ล้านแรก แต่ระวัง! ตายายโอนให้หลานอาจต้องจ่ายภาษีเต็มๆ
ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้รับมรดก ทั้งผู้ที่เป็นทายาททางสายเลือดและผู้ที่ไม่ได้เป็นทายาททางสายเลือด โดยการคำนวณภาษีมรดกว่าเสียเท่าไร ต้องคำนวณจากมูลค่ามรดกที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและผู้รับ
ผู้รับมรดกที่มีสถานะเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน ต้องเสียภาษีมรดก 5% ส่วนบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือด ต้องเสียภาษีมรดก 10% โดยทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก คืออสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงิน
การที่พ่อแม่โอนที่ดินให้ลูกที่ชอบด้วยกฎหมายในขณะที่มีชีวิตอยู่ (การให้โดยเสน่หา) ถือเป็นกรณีที่มีภาระภาษีต่ำที่สุด โดยจะเสียค่าธรรมเนียมการโอนเพียง 0.5% ของราคาประเมิน เท่านั้น
นอกจากนี้ยังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับมูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาทแรก ต่อปีภาษี หากมูลค่าส่วนเกินจาก 20 ล้านบาท จึงจะเสียภาษีในอัตราคงที่ที่ 5% ซึ่งถือเป็นสวัสดิการทางภาษีขั้นพื้นฐานสำหรับหน่วยครอบครัว
โดยปกติแล้ว การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองไม่ถึง 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% แต่กฎหมายให้สิทธิพิเศษสำหรับการโอนให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน โดยได้รับ ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะทันที โดยไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาการถือครอง ทำให้พ่อแม่สามารถส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกได้ทุกเมื่อโดยไม่มีภาระภาษีส่วนนี้มารบกวน
หลายคนเข้าใจผิดว่าโอนให้หลานแท้ๆ จะเสียเท่ากับลูก แต่ในมิติของภาษีเงินได้นั้นต่างกัน แม้หลานจะเสียค่าธรรมเนียมโอน 0.5% เท่ากับลูก แต่หลานจะ ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 20 ล้านแรก ณ สำนักงานที่ดินเหมือนกรณีลูก โดยการโอนจากตายายสู่หลานจะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (เหมือนการขายทั่วไป) แต่กฎหมายผ่อนปรนให้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% เท่านั้น
จุดที่ต้องระวังที่สุดสำหรับปู่ย่าตายายที่จะโอนที่ดินให้หลาน คือเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ กฎหมายไม่ได้ให้ข้อยกเว้นการโอนข้ามรุ่นนี้เหมือนกรณีพ่อแม่สู่ลูก หากปู่ย่าตายายถือครองที่ดินมา ไม่ถึง 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ถึง 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับการเสียเพียงค่าอากรแสตมป์
หากที่ดินมีมูลค่าสูงมาก การรอให้เป็น "มรดก" ภายหลังเสียชีวิตอาจคุ้มค่ากว่า เพราะทั้งลูกและหลานจะได้รับการยกเว้นภาษีมรดกสำหรับมูลค่า 100 ล้านบาทแรก และเสียค่าธรรมเนียมโอนเพียง 0.5% โดยไม่มีภาระภาษีเงินได้หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การโอนในขณะมีชีวิตก็มีข้อดีเรื่องความรวดเร็ว แต่ผู้ให้ควรระลึกไว้ว่ากฎหมายมีช่องให้ฟ้องถอนคืนการให้ได้หากลูกหรือหลานประพฤติเนรคุณอย่างร้ายแรง
ภาษีธุรกิจเฉพาะ หมายถึง ภาษีที่เก็บจากกิจการบางประเภท ตามที่กฎหมายกำหนดเป็นพิเศษ โดยเป็นภาษีที่ถูกแยกออกมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทางกรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีดังกล่าวนี้ ทั้งในรูปแบบของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยผู้ที่มีหน้าที่จ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ จะต้องทำการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ภายในวันที่ 30 นับตั้งแต่วันที่เริ่มกิจการ ด้วยการยื่นแบบคำขอ ภ.ธ.01
คำว่า “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” เป็นหนึ่งในคำที่หลาย ๆ คน อาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร แล้วทำไมในแวดวงการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถึงมีภาษีธุรกิจเฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ทาง SMEMOVE จะพาคุณมาเจาะลึกทุกข้อมูล ว่าภาษีธุรกิจเฉพาะคือภาษีอะไร มีกิจการไหนบ้างที่เกี่ยวข้องหรือได้รับการยกเว้นภาษีนี้
ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร?
ภาษีธุรกิจเฉพาะ หมายถึง ภาษีที่เก็บจากกิจการบางประเภท ตามที่กฎหมายกำหนดเป็นพิเศษ โดยเป็นภาษีที่ถูกแยกออกมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทางกรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีดังกล่าวนี้ ทั้งในรูปแบบของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยผู้ที่มีหน้าที่จ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ จะต้องทำการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ภายในวันที่ 30 นับตั้งแต่วันที่เริ่มกิจการ ด้วยการยื่นแบบคำขอ ภ.ธ.01
กิจการหรือธุรกิจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีอะไรบ้าง?
กิจการธนาคาร
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ธุรกิจประกันชีวิต
กิจการโรงรับจำนำ
การประกอบการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ อาทิ การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา ฯลฯ
การขายอสังหาริมทรัพย์ ที่นับเป็นการค้าหรือการหากำไร
การซื้อ-ขายคืนหลักทรัพย์
ธุรกิจอื่น ๆ ที่กำหนด อาทิ ธุรกิจแฟ็กเตอริง (Factoring)
ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีธุรกิจเฉพาะ
สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือว่าเป็นการค้าหรือการหากำไรจะต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอย่างชัดเจน ประกอบไปด้วย
การจัดสรรที่ดินขาย
การขายห้องชุด หรือคอนโด
การขายอาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดิน
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าตามข้อ 1 – 3 แต่เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขาย หรือแบ่งแยกไว้เพื่อขาย
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าข่ายทั้ง 5 ข้อดังกล่าว แต่ว่าได้กระทำภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์นั้นมา
โดยอัตราการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน ขายบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ตาม หากถือครองอสังหาริมทรัพย์น้อยกว่า 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่หากถือครองมานานกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) หรือว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานมากกว่า 1 ปี จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยจะคิดในอัตราร้อยละ 3.3 ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมิน โดยจะยึดราคาที่สูงกว่าสำหรับการใช้เป็นเกณฑ์การคำนวณ โดยสูตรการคำนวณสามารถใช้ง่าย ๆ ดังนี้
ภาษีธุรกิจเฉพาะ = [รายรับก่อนหักรายจ่าย หรือราคาประเมิน x อัตราภาษี 3%] x อัตราภาษีท้องถิ่น 10%
ภาษีธุรกิจเฉพาะ = รายรับก่อนหักรายจ่าย หรือราคาประเมิน x อัตราภาษี 3.3%
ถึงแม้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์จะเป็นธุรกิจที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ว่าก็ยังมีข้อยกเว้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การถูกเวนคืน การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือการโอนให้แก่ทายาทโดยธรรม การขายอสังหาหลังจาก 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้มา และการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญ ที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี
หากใครที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถได้รับการยกเว้นการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้ เช่น หากขายบ้านที่ได้รับมาจากมรดก และได้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้นเกินกว่า 5 ปี ก็ไม่ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภาษีขายบ้าน) เป็นต้น และถึงแม้ว่าจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษี แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย, ค่าอากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมการโอน
ที่มา : กรมที่ดิน , smemove , กรมสรรพากร , krungsri