
มีมไม่ใช่แค่มุกตลก แต่คือเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้นักการเมืองดูใกล้ประชาชนมากขึ้น ทำไมนักการเมืองควรมี Meme เป็นของตัวเอง
ผู้คนอาจลืมผลงานของคุณ แต่เขาจะไม่ลืมมีมของคุณแน่นอน
เมื่อนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล หลายคนอาจได้ยินวลี “รวยไม่ไหวแล้ว” ดังเข้ามาในหัว
เมื่อนึกถึง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หลายคนอาจนึกถึงภาพ ‘ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’
เมื่อนึกถึง ทักษิณ ชินวัตร หลายคนอาจนึกถึงชายที่รับจบทุกอย่าง ‘อะไร ๆ ก็กู’
เอกลักษณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำบุคคลทางการเมืองได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า ‘มีม’ นั่นเอง
‘มีม’ หรือในภาษาอังกฤษคือ ‘MEME’ คือภาพจำหรือมุกที่ถูกส่งต่อซ้ำ ๆ บนโลกออนไลน์ อาจเป็นรูปภาพ วลี คลิป สีหน้า หรือเหตุการณ์บางอย่างที่คนเอาไปล้อเลียน ดัดแปลง และแชร์ต่อกัน จนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจำได้ทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนั้น ๆ
ดูเผิน ๆ ‘มีม’ อาจเป็นเพียงวัฒนธรรมขำ ๆ บนอินเทอร์เน็ต เป็นมุกที่คนแชร์กันเพื่อความบันเทิงชั่วคราว แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป โดยเฉพาะเมื่อมันถูกนำมาใช้กับ ‘นักการเมือง’ มีมสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนคนหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ
เพราะโดยปกติ นักการเมืองมักถูกมองว่าเป็นบุคคลที่อยู่ไกลตัว พูดภาษาเป็นทางการ ยืนอยู่บนเวที แถลงข่าว หรือปรากฏตัวในบริบทที่จริงจัง แต่เมื่อภาพ วลี หรือเหตุการณ์บางอย่างของนักการเมืองกลายเป็นมีม ภาพลักษณ์ที่ดูแข็งและเข้าถึงยากก็อาจถูกทำให้นุ่มลง กลายเป็นคนที่ประชาชนรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น
จากเดิมที่คนอาจจำพวกเขาในฐานะ ‘ผู้มีอำนาจ’ หรือ ‘คนการเมือง’ มีมกลับทำให้นักการเมืองดูมีมุมตลก มีความเป็นมนุษย์ มีจังหวะหลุด ๆ หรือมีคาแรกเตอร์บางอย่างที่คนจดจำได้ง่ายขึ้น
ประเด็นนี้มีหลักฐานยืนยัน โดยข้อมูลของ Data for Progress องค์กรวิจัยและสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองในสหรัฐฯ เผยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-34 ปีมีแนวโน้มชอบนักการเมืองที่ใช้มีม โพสต์วัฒนธรรมป๊อป หรือโพสต์เรื่องชีวิตส่วนตัวมากกว่าคนสูงวัย เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยลดระยะห่างระหว่าง ‘นักการเมือง’ กับ ‘ประชาชน’ ทำให้คนรู้สึกว่านักการเมืองไม่ได้อยู่ไกลตัวหรือพูดแต่ภาษาทางการเท่านั้น ขณะเดียวกัน มีมยังช่วยให้การเมืองดูไม่น่าเบื่อ จำง่าย และถูกแชร์ต่อได้เร็วในโลกโซเชียล
หากต้องยกตัวอย่าง ‘มีม’ ที่ส่งผลดีต่อคนการเมืองไทย หนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นมีม ‘ชัชชาติถือถุงแกง’ ซึ่งชาวเน็ตนำไปล้อเลียนและยกให้เป็นภาพของ ‘ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’
แม้จะเป็นมุกขำ ๆ บนโลกออนไลน์ แต่มีมนี้กลับช่วยสร้างภาพจำเชิงบวกให้กับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เขาลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะไม่ว่าเขาจะไปปราศรัยที่ไหน ลงพื้นที่พบประชาชน หรือแถลงนโยบายเรื่องใด ผู้คนจำนวนมากก็มักจดจำภาพเหล่านั้นควบคู่ไปกับคาแรกเตอร์ ‘ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ไปโดยปริยาย
ผลที่เกิดขึ้นคือ ภาพของชัชชาติไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะนักการเมืองหรือนักบริหารเมืองเท่านั้น แต่ยังถูกจดจำในฐานะคนที่ดูแข็งแกร่ง เป็นกันเอง ขยันลงพื้นที่ และมีบุคลิกที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพลังของมีมที่ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองดูมีชีวิตและใกล้ชิดกับผู้คนมากกว่าเดิม
อีกหนึ่งมีมที่ต้องพูดถึงคือ ‘อะไร ๆ ก็กู’ ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ความน่าสนใจของมีมนี้อยู่ตรงที่มันช่วยตอกย้ำภาพของทักษิณในฐานะนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในสายตาสังคมไทย เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในประเทศ ตั้งแต่ปัญหาทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างพรรค ไปจนถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ชื่อของทักษิณมักถูกหยิบขึ้นมาอธิบายหรือกล่าวถึงอยู่ตลอด ราวกับว่าเขายังเป็นตัวแปรสำคัญที่อยู่เบื้องหลังทุกเรื่อง
นอกจากนี้ ทักษิณยังมีมีมร้องเพลงว่า ‘ช่างแม่มัน ช่างแม่มัน’ ที่เอามาจากเพลง LET IT BE ของวง The Beatles ในตำนาน แล้วยังมีมีมกราบแผ่นดินตอนกลับมาที่ประเทศไทย มีมีมขี่มอเตอร์ไซค์ที่เคยดังในอดีต และอีกหลายมีมจากสารพัดเหตุการณ์ เรียกได้ว่าขยับตัวทีไร หรือพูดอะไรก็เป็นมีมได้ทั้งนั้น
ผลก็คือ มีมได้สร้าง ‘พื้นที่สื่อมากมาย’ ให้กับทักษิณ ทำให้เขาที่แม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่ก็ไม่เคยหายไปจากกระแสการเมืองไทยเลย
“พอแล้ว ๆ รวยไม่ไหวแล้ว” กลายเป็นมีมประจำตัวของ อนุทิน ชาญวีรกูล ทันทีหลังจากใช้พูดเพื่ออ้อนวอนขอคะแนนเสียงประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
มีมนี้น่าสนใจตรงที่ส่งผลดีในช่วงแรก เพราะทำให้คนไทยจดจำความตั้งใจของนายอนุทินได้ และถือเป็นสีสันการเมืองในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีมนี้กลับถูกคนไทยใช้ย้อนกลับมาจิกกัดพรรคภูมิใจไทยเสียเอง โดยเกิดขึ้นหลังไทยเข้าสู่วิกฤตน้ำมันแพง และภาวะเศรษฐกิจแย่จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท วลี “พอแล้ว ๆ รวยไม่ไหวแล้ว” กลายเป็นประโยคที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตนำไปตัดต่อใส่เพลง ใส่ภาพประกอบ และหยิบไปล้อเลียนในเชิงตลกร้าย เพราะความเป็นจริงของสังคมไทยในเวลานั้นช่างสวนทางกับคำว่า “รวยไม่ไหวแล้ว" อย่างสิ้นเชิง
แม้มีมนี้อาจไม่ได้ส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของนายอนุทินมากนัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนมักจดจำ ‘จังหวะ’ และ ‘คำพูด’ ที่ถูกนำไปทำเป็นมีมได้มากกว่านโยบายหลายอย่างที่เขาเคยนำเสนอเสียอีก แต่อย่างน้อยที่สุด มีมนี้ก็กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ให้คนไทยได้หยิบมาล้อเลียน ระบายความอัดอั้น ในช่วงเวลาที่บรรยากาศของประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
สรุปแล้ว นักการเมืองนอกจากจะต้องมีนโยบายที่น่าเชื่อถือ และมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้แล้ว ก็ควรหาจังหวะสร้างโมเมนต์เล็ก ๆ ให้ผู้คนจดจำด้วย เพราะเมื่อโมเมนต์เหล่านั้นกลายเป็นมีม มันจะกลายเป็นภาพจำที่ผู้คนพูดถึง แชร์ต่อ และหยิบไปใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ
หากเป็นมีมที่ดี มีมจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารแทนนักการเมืองได้โดยไม่ต้องออกแรงประชาสัมพันธ์มากนัก เพราะประชาชนจะเป็นคนช่วยส่งต่อภาพจำเหล่านั้นเอง ยิ่งมีมถูกแชร์มากเท่าไร ชื่อ บุคลิก และคาแรกเตอร์ของนักการเมืองคนนั้นก็ยิ่งถูกจดจำมากขึ้นเท่านั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเป็น ‘มีมที่แย่’ หรือเป็นมีมที่เกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างน้อยมันก็ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ระบายความเครียดของประชาชนได้ เพราะในช่วงเวลาที่ผู้คนรู้สึกอึดอัดกับปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือคุณภาพชีวิต การหยิบคำพูด สีหน้า หรือเหตุการณ์ของนักการเมืองมาทำเป็นมีม คือวิธีหนึ่งที่สังคมใช้หัวเราะกับความจริงอันหนักหน่วงได้
ที่มา dataforprogress
ข่าวที่เกี่ยวข้อง