รู้จัก 'ไวรัสฮันตา' โรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 แพร่เชื้อยาก แต่อันตรายสูง

รู้จัก 'ไวรัสฮันตา' โรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 แพร่เชื้อยาก แต่อันตรายสูง

สธ.ประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ของไทย พบแล้วต้องรายงานภายใน 3 ชม. สอบสวนภายใน 12 ชม. กักตัว 42 วัน

SHORT CUT

  • คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ของประเทศไทย
  • สาเหตุที่จัดเป็นโรคอันตรายเนื่องจากมีความรุนแรงสูง อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 30-50% แม้จะพบผู้ป่วยไม่บ่อย
  • การแพร่เชื้อหลักมาจากสัตว์ฟันแทะสู่คน ผ่านการสูดดมละอองสารคัดหลั่ง ส่วนการแพร่จากคนสู่คนพบได้น้อยมาก
  • อาการมี 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย (HFRS) และกลุ่มอาการทางเดินหายใจ (HPS) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนรักษาโดยเฉพาะ จึงต้องใช้มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด เช่น กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 42 วัน

สธ.ประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ของไทย พบแล้วต้องรายงานภายใน 3 ชม. สอบสวนภายใน 12 ชม. กักตัว 42 วัน

จากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรค ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนด โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และทันต่อสถานการณ์

ล่าสุดวันที่ 15 พ.ค. 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 ว่า คณะกรรมการ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อ และอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

หลังจากที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย

เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ และกลุ่มอาการทางไต

โดยจะนำเสนอ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ลงนามในประกาศต่อไป

อาการของ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา'

โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

  1. ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) คือ ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิกร่วมกับมีประวัติเสี่ยง 
  2. ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) คือ ผู้ป่วย PUI ที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน
  3. ผู้ป่วยยืนยัน คือ ผู้ป่วย PUI ที่มีผลบวกตามเกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการจำเพาะ ได้แก่ วิธี RT-PCR พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสฮันตา , วิธี Immunohistochemistry ตรวจพบแอนติเจนของ Hantavirus หรือวิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันของเชื้อ โดยพบแอนติบอดีชนิด IgM , การเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีชนิด IgG ที่จำเพาะต่อ Hantavirus อย่างน้อย 4 เท่า

เกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา 

ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS)

 

เมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย/ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกัก และตรวจหาเชื้อ 

'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' ช่องทางติดต่อมาสู่คน

  • จากสัตว์ฟันแทะสู่คน (ช่องทางหลัก)  คนสามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดละอองของปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ/หนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
  • จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วมาสัมผัสบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก
  • อาจติดเชื้อได้จากการถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสหนู เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่ระบาย อากาศไม่ดี การทำเกษตร ทำฟาร์ม การทำงานป่าไม้ การอาศัยในแหล่งที่มีหนูชุกชุม เป็นต้น
  • จากคนสู่คน การแพร่เชื้อไวรัสฮันตาจากคนสู่คนพบได้น้อย และมีรายงานเฉพาะในเชื้อชนิด Andes virus เท่านั้น โดยมีรายงานในทวีปอเมริกา การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสมาชิกครอบครัวหรือคู่ครอง และมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก
  • โรคนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีอัตราป่วยตายสูง แตกต่างกันตามพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่อัตราป่วยตายอาจสูงถึง 30–50% ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อไวรัส

อาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ ไตวาย หรือมีเลือดออกร่วมด้วย โดยแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่ม

  1. Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS): ไตวาย/เลือดออก พบในยุโรป และเอเชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออก และไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรัส ประมาณ 1-15%
  2. Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS/HCPS): โรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4–10 วัน มีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง 20-40%

การรักษาโรค ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ การเข้ารับการรักษาเร็วช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตได้

 

14 โรคติดต่ออันตรายของประเทศไทย 

  1. กาฬโรค
  2. ไข้ทรพิษ
  3. ไข้เหลือง
  4. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส
  5. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
  6. โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส
  7. โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก
  8. โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา
  9. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
  10. โรคไข้ลาสซา
  11. ไข้เลือดออกไครเมีย-คองโก
  12. ไข้สมองอักเสบจากเชื้อเวสต์ไนล์
  13. วัณโรคดื้อยาหลายขนาน
  14. โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

 

related