
SHORT CUT
วาทกรรมระบอบอากง ที่กำลังพูดถึงในทางการเมือง เป็นทั้งข้อกล่าวหา เป็นทางวาทกรรม ก็ว่าได้...คำๆนี้ ทำไม เรื่องนี้ ถึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในตอนนี้ - มันเขย่าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โค้งสุดท้าย เปิดปมตั๋ว ผอ.เขต 4 ล้าน และเกมลึกสกัดฐานอำนาจชัชชาติลามถึงเวทีการเมืองระดับชาติ
"ระบอบอากง" เป็นวาทกรรมและข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2569 โดยพุ่งเป้าไปที่การบริหารงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม.
คำว่า "อากง" หรือ "อาเฮียศักดิ์" ใช้เรียก ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากเป็นผู้ทรงอาวุโสและมีประสบการณ์สูงที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่กลับถูกกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ได้อยู่ขั้วเดียวกัน นำโดย คริส โปตระนันทน์ สส. พรรคเศรษฐกิจ และ จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.เพื่อไทย โจมตีว่าเป็น "กลไกสีเทาหลังบ้าน" ที่คอยสั่งการและรัน กทม. หลังฉาก
ข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุดคือ "ตั๋ว ผอ.เขต 4 กิโล" หรือการเรียกรับเงิน 4 ล้านบาท แลกกับการแต่งตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการเขต โดยมีพฤติการณ์นัดพบที่เซฟเฮาส์ย่านสุทธิสารและยึดโทรศัพท์มือถือเพื่อรักษาความลับ ซึ่งนำไปสู่วงจรส่วยในพื้นที่ ทั้งส่วยโยธา ส่วยเทศกิจ และส่วยงานนอกเพื่อถอนทุนคืน
ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน วิเคราะห์ว่าปัญหานี้เกิดจากการที่นายชัชชาติลงสมัครในนามอิสระ ไม่มีทีม ส.ก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) ของตัวเอง ทำให้ต้องเผชิญกับการต่อรองผลประโยชน์ที่ Toxic ระบอบอากงจึงถูกมองว่าเป็นตัวกลางดีลเรื่องสีเทาเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติและ ต่อศักดิ์ ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีเครือข่ายหลังบ้านแต่อย่างใด เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเลือกตั้ง สอดคล้องกับ น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ที่ชี้แจงว่ากรณี ก.พ.ค. กทม. สั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง 17 ตำแหน่งก่อนหน้านี้ มาจากปัญหามาตรฐานเกณฑ์การให้คะแนนที่ไม่ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องของการทุจริต และได้ดำเนินการแก้ไขสอบใหม่จนถูกต้องตามระเบียบแล้ว
ประเด็นเรื่องระบอบอากง คล้ายๆจะเป็นระเบิดเวลา ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 โดยถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลในการลดทอนความนิยมจากกลุ่มสวิงโหวต และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสเด็ดขาดในการบริหารงานบุคลากร
แต่ในมุมของ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ วิเคราะห์ว่าเกมนี้อาจไม่ได้มุ่งเป้าเพื่อล้มตัวชัชชาติโดยตรง เนื่องจากคะแนนนิยมยังตุนไว้สูง
แต่ทว่าเป้าหมายที่แท้จริง ของการปูดเรื่อง 'ระบบอากง' ขึ้นมา คือการสกัดฐานอำนาจระยะยาวในสนามเลือกตั้ง ส.ก. หากสามารถตัดกำลังในพื้นที่ได้ จะส่งผลให้ฝ่ายผู้ว่าฯ ถูกลดอำนาจต่อรองในการพิจารณางบประมาณ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการสกัดทางการเมืองระดับชาติ เนื่องจากเวทีผู้ว่าฯ กทม. อาจถูกใช้เป็นฐานสะสมคะแนนนิยมและผลงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อต่อยอดก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต การเปิดแผลทุจริตตั้งแต่ต้นเกมจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดแรงส่งทางการเมือง
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารจะมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใสและมุ่งมั่นทำงานเพียงใด แต่ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดชอบต่อการกระทำของคนรอบข้างไม่ได้ อีกทั้งยังสะท้อนจุดอ่อนของโมเดลการบริหารในนามอิสระที่ขาดเสถียรภาพจากทีม ส.ก. รองรับ
จนเกิดช่องว่างให้กลไกการเจรจาต่อรองเข้ามามีบทบาท และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าวงจรส่วยในระดับเส้นเลือดฝอยยังคงเป็นเนื้อร้ายที่ฝังลึกในระบบราชการไทย ซึ่งความจริงทั้งหมดจะต้องรอการพิสูจน์ผ่านพยานหลักฐานในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง