20 ปีแก้ SME ไทยไม่ตรงจุดติดหล่ม 4 วิกฤตใหญ่ เร่งสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

20 ปีแก้ SME ไทยไม่ตรงจุดติดหล่ม 4 วิกฤตใหญ่ เร่งสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

20 ปีอัดฉีดเงินไม่พอ ภาครัฐ-เอกชนชี้ ‘SME ไทย’ ต้องเร่งสร้างศักยภาพ รับมือโลกธุรกิจยุคใหม่ สร้างศักยภาพให้ ‘ทุนวิ่งเข้าหา’

SHORT CUT

  • SME ไทยเผชิญ 4 วิกฤตใหญ่ ทั้งปัญหาสภาพคล่อง เทคโนโลยี กติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดด้านกฎหมาย-ระบบราชการ
  • ภาครัฐ-เอกชนชี้ ต้องสร้างศักยภาพมากกว่าอัดฉีดเงิน เร่งใช้ AI ดิจิทัล และข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
  • เป้าหมายคือ ‘ทุนวิ่งเข้าหา’ SME เปลี่ยนจากการพึ่งพาสินเชื่อ สู่การสร้างธุรกิจที่แข็งแรงจนสถาบันการเงินพร้อมเข้ามาสนับสนุนเอง

20 ปีอัดฉีดเงินไม่พอ ภาครัฐ-เอกชนชี้ ‘SME ไทย’ ต้องเร่งสร้างศักยภาพ รับมือโลกธุรกิจยุคใหม่ สร้างศักยภาพให้ ‘ทุนวิ่งเข้าหา’

ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนเห็นพ้องว่า ถึงเวลาปรับแนวคิดจากการอัดฉีดเงินทุน ไปสู่การสร้างศักยภาพให้ธุรกิจแข็งแรง จนสามารถแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างยั่งยืน โดยเป็นประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา ‘Thailand SMART SME 2026: UNLOCK FINANCIAL TRAP’ (ปลดล็อกกับดักเงินทุน SME สู่ความยั่งยืน) ซึ่งจัดโดย PostToday

ดร.เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.2 ล้านราย จ้างงานมากกว่า 13 ล้านคน แต่กำลังเผชิญภาวะ Poly-crisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต จนเข้าสู่ภาวะ ‘ติดหล่ม’ จาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัญหาสภาพคล่องและหนี้สะสม การปรับตัวด้านเทคโนโลยี กติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดจากกฎหมายกับระบบราชการ พร้อมเสนอปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด ‘One Mind’ ผลักดันสินเชื่อสีเขียว ใช้ข้อมูลดิจิทัล (Alternative Data) ประเมินสินเชื่อ จัดตั้งศูนย์ Shared Service เพื่อให้ SME เข้าถึง AI และเร่งพัฒนาระบบอนุญาตแบบ Single Window ลดต้นทุนธุรกิจ

20 ปีแก้ SME ไทยไม่ตรงจุดติดหล่ม 4 วิกฤตใหญ่ เร่งสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

 

ด้าน นางสาวธัญยธรน์ จิรโชควรพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องเริ่มจากการรู้สถานะของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80% และเกือบ 70% ยังอยู่นอกระบบ จึงควรเร่งเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มศักยภาพ พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ เช่น SME One ID และแอปพลิเคชัน SME One รวมถึงมาตรการ SME-GP และ SME ปัง ตังค์ได้คืน (BDS) เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

20 ปีแก้ SME ไทยไม่ตรงจุดติดหล่ม 4 วิกฤตใหญ่ เร่งสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

ขณะที่ นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้มาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งซอฟต์โลน การพักชำระหนี้ การค้ำประกันสินเชื่อ และการลดดอกเบี้ย แต่ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังไม่คลี่คลาย สะท้อนว่าการแก้ปัญหาอาจยังไม่ตรงจุด โดย SME ไทยยังติดอยู่ใน 2 กับดักสำคัญ คือ Financial Trap และ Productivity Trap จึงควรเร่งใช้ AI ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รองรับมาตรฐาน OECD รวมถึงพัฒนาระบบ Business Score ใช้ประเมินศักยภาพธุรกิจควบคู่กับการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขัน จนสถาบันการเงินเป็นฝ่ายเข้ามาเสนอสินเชื่อ เพราะ ‘เงินทุนไม่ใช่ต้นน้ำของความยั่งยืน แต่ความสามารถในการแข่งขันต่างหากที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าหาผู้ประกอบการ

20 ปีแก้ SME ไทยไม่ตรงจุดติดหล่ม 4 วิกฤตใหญ่ เร่งสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

 

related