
SHORT CUT
20 ปีอัดฉีดเงินไม่พอ ภาครัฐ-เอกชนชี้ ‘SME ไทย’ ต้องเร่งสร้างศักยภาพ รับมือโลกธุรกิจยุคใหม่ สร้างศักยภาพให้ ‘ทุนวิ่งเข้าหา’
ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนเห็นพ้องว่า ถึงเวลาปรับแนวคิดจากการอัดฉีดเงินทุน ไปสู่การสร้างศักยภาพให้ธุรกิจแข็งแรง จนสามารถแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างยั่งยืน โดยเป็นประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา ‘Thailand SMART SME 2026: UNLOCK FINANCIAL TRAP’ (ปลดล็อกกับดักเงินทุน SME สู่ความยั่งยืน) ซึ่งจัดโดย PostToday
ดร.เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.2 ล้านราย จ้างงานมากกว่า 13 ล้านคน แต่กำลังเผชิญภาวะ Poly-crisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต จนเข้าสู่ภาวะ ‘ติดหล่ม’ จาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัญหาสภาพคล่องและหนี้สะสม การปรับตัวด้านเทคโนโลยี กติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดจากกฎหมายกับระบบราชการ พร้อมเสนอปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด ‘One Mind’ ผลักดันสินเชื่อสีเขียว ใช้ข้อมูลดิจิทัล (Alternative Data) ประเมินสินเชื่อ จัดตั้งศูนย์ Shared Service เพื่อให้ SME เข้าถึง AI และเร่งพัฒนาระบบอนุญาตแบบ Single Window ลดต้นทุนธุรกิจ
ด้าน นางสาวธัญยธรน์ จิรโชควรพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องเริ่มจากการรู้สถานะของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80% และเกือบ 70% ยังอยู่นอกระบบ จึงควรเร่งเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มศักยภาพ พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ เช่น SME One ID และแอปพลิเคชัน SME One รวมถึงมาตรการ SME-GP และ SME ปัง ตังค์ได้คืน (BDS) เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้มาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งซอฟต์โลน การพักชำระหนี้ การค้ำประกันสินเชื่อ และการลดดอกเบี้ย แต่ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังไม่คลี่คลาย สะท้อนว่าการแก้ปัญหาอาจยังไม่ตรงจุด โดย SME ไทยยังติดอยู่ใน 2 กับดักสำคัญ คือ Financial Trap และ Productivity Trap จึงควรเร่งใช้ AI ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รองรับมาตรฐาน OECD รวมถึงพัฒนาระบบ Business Score ใช้ประเมินศักยภาพธุรกิจควบคู่กับการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขัน จนสถาบันการเงินเป็นฝ่ายเข้ามาเสนอสินเชื่อ เพราะ ‘เงินทุนไม่ใช่ต้นน้ำของความยั่งยืน แต่ความสามารถในการแข่งขันต่างหากที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าหาผู้ประกอบการ