
SHORT CUT
คุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 3 มิติที่ AI กำลังเปลี่ยนสนามรบ เมื่อเครื่องจักรช่วยมองเห็น เลือกเป้าหมาย และเร่งการตัดสินใจจนมนุษย์แทบไม่มีเวลาคิดก่อนกดปุ่ม
ณ วันที่เขียนบทความนี้ 22 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกาโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่สิบเอ็ด หลังข้อตกลงหยุดยิงพังลง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยโดรนต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่ระหว่างสองประเทศอีกต่อไป แต่กำลังกระทบรัฐอ่าวเปอร์เซีย เส้นทางพลังงาน และเศรษฐกิจโลกโดยตรง
ภาพที่ช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนความเปราะบางนี้ได้ชัดเจน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม มีเรือสินค้าผ่านช่องแคบเพียงสามลำ และไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่หรือเรือ LNG ผ่านเลย ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีทำให้เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียต้องเปลี่ยนเส้นทางบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของภูมิภาค สงครามจึงกำลังกดดันเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลกพร้อมกันสองจุด
ในเวลาเดียวกัน สงครามในยูเครนยังยืดเยื้อ ทะเลแดงยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง และประเทศต่าง ๆ กำลังสะสมกระสุน ขยายโรงงานอาวุธ และเร่งลงทุนในโดรน ระบบต่อต้านโดรน เซมิคอนดักเตอร์ และซอฟต์แวร์ทางทหาร โลกไม่ได้เผชิญเพียงสงครามหลายแห่งพร้อมกัน วิธีทำสงครามรูปแบบใหม่กำลังถูกทดลอง ปรับปรุง และขยายขนาดจากสนามรบหนึ่งไปสู่อีกสนามรบหนึ่ง
ตัวเลขงบประมาณบอกทิศทางได้ชัดเจน สถาบัน SIPRI ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปี 2568 สูงถึง 2.887 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สิบเอ็ด และสูงกว่าหนึ่งทศวรรษก่อนร้อยละ 41 หากเฉลี่ยตามจำนวนประชากร มนุษย์ทุกคนบนโลกใช้เงินประมาณ 352 ดอลลาร์ต่อปีไปกับการทหาร ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา NATO ประกาศข้อตกลงจัดซื้อใหม่กว่า 50,000 ล้านยูโร พร้อมลงทุนมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ในระบบต่อต้านโดรนตลอดห้าปี และตั้งเป้าฝึกผู้ควบคุมโดรนเพิ่มขึ้นห้าเท่าภายในสิ้นปี 2570 Mark Rutte เลขาธิการ NATO กล่าวกับรัฐบาลและบริษัทกลาโหมว่า “The money is there, and more is coming.” เงินมีอยู่แล้ว และกำลังจะมาอีกมาก โลกกำลังสร้างฐานอุตสาหกรรมเพื่อรองรับความขัดแย้งที่อาจดำเนินต่อไปอีกนาน
ในโครงการ fellowship ที่ Harvard ปีนี้ ผมมีเพื่อนร่วมรุ่นสองคนซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและศึกษาเรื่อง AI กับเทคโนโลยีกลาโหมโดยตรง การพูดคุยกับทั้งสองคนทำให้ผมมองเรื่องนี้ต่างจากเดิม เพราะภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อพูดถึง AI ในสงครามมักเป็นหุ่นยนต์หรือโดรนที่เลือกเป้าหมายและใช้อาวุธด้วยตัวเอง ความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้กว้างกว่านั้นมาก
AI กำลังเปลี่ยนสงครามในสามด้านสำคัญ มันเปลี่ยนวิธีมองเห็นและตัดสินใจ เปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของอาวุธ และเปลี่ยนรายชื่อผู้เล่นกับผู้ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง
1. AI ทำให้สงครามมองเห็นมากขึ้น และคิดเร็วขึ้น
ปัญหาของกองทัพสมัยใหม่ไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่เป็นการมีข้อมูลมากเกินกว่ามนุษย์จะตรวจสอบได้ทัน ภาพจากดาวเทียม เรดาร์ โดรน กล้องตรวจการณ์ สัญญาณสื่อสาร และรายงานจากภาคสนามไหลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผู้บัญชาการจึงไม่ได้ต้องการข้อมูลเพิ่มอีกหนึ่งชุด หากต้องการรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรเป็นข้อมูลลวง และอะไรต้องตัดสินใจทันที
AI ถูกนำมาใช้คัดกรองภาพและวิดีโอ ค้นหาความเคลื่อนไหวผิดปกติ เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง และจัดลำดับสิ่งที่มนุษย์ควรพิจารณาก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Maven Smart System ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในระดับและความเร็วที่มนุษย์ทำไม่ทัน กองทัพบกสหรัฐฯ เรียกมันว่า “digital spotter” และเริ่มนำระบบนี้เข้าไปใช้ในการฝึก การศึกษา และการบัญชาการอย่างจริงจัง
นี่ไม่ใช่โครงการทดลองขนาดเล็ก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มอบสัญญาต้นแบบ Maven ให้ Palantir มูลค่า 480 ล้านดอลลาร์ ก่อนเพิ่มวงเงินอีก 795 ล้านดอลลาร์สำหรับใบอนุญาตซอฟต์แวร์และการขยายการใช้งาน AI กำลังเคลื่อนจากห้องทดลองไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบัญชาการจริง
ความได้เปรียบทางทหารจึงไม่ได้วัดจากระยะยิงหรือความเร็วของเครื่องบินเท่านั้น ฝ่ายที่มองเห็นก่อน แยกข้อมูลจริงออกจากข้อมูลลวงได้ก่อน และเปลี่ยนสิ่งที่เห็นให้เป็นการปฏิบัติได้ก่อนย่อมได้เปรียบ อาวุธยังเป็นหมัดที่สร้างความเสียหาย ส่วน AI กำลังกลายเป็นดวงตา หู และระบบประสาทที่บอกว่าควรใช้หมัดนั้นเมื่อใด
ความเร็วนี้ช่วยชีวิตได้ ระบบอาจตรวจพบขีปนาวุธเร็วขึ้น ช่วยค้นหากำลังพลที่ตกอยู่ในอันตราย หรือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพลเรือนและสิ่งปลูกสร้างพลเรือนให้ผู้บัญชาการพิจารณาได้ครบถ้วนขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อระบบสามารถเสนอเป้าหมายหรือแนวทางตอบโต้ภายในเวลาไม่กี่วินาที เวลาสำหรับตรวจสอบสมมติฐาน ประเมินข้อมูลที่ขัดแย้ง หรือถามว่าการโจมตีครั้งหนึ่งจะนำไปสู่อะไรต่อ ย่อมลดลงตามไปด้วย
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเตือนถึงภาวะ automation bias ซึ่งเกิดเมื่อมนุษย์เชื่อคำแนะนำของระบบมากเกินไป โดยเฉพาะภายใต้แรงกดดันและข้อจำกัดด้านเวลา การมีมนุษย์อยู่ในขั้นตอนอนุมัติจึงไม่เพียงพอ หากคนนั้นไม่เข้าใจว่าระบบได้คำตอบมาอย่างไร ไม่มีเวลาตรวจสอบ หรือไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอของเครื่องจักรได้จริง
AI อาจยังไม่ได้เอามนุษย์ออกจากวงจรการตัดสินใจ สิ่งที่มันกำลังเอาออกไปก่อนคือเวลาที่มนุษย์มีสำหรับความสงสัยและการไตร่ตรอง
2. AI เปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของสงคราม
ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา อำนาจทางทหารถูกผูกไว้กับยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ราคาแพง และมีอายุใช้งานหลายสิบปี เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบิน และระบบป้องกันภัยทางอากาศยังคงมีความสำคัญ ทว่าสงครามในปัจจุบันกำลังเพิ่มอาวุธอีกสองชั้นเข้ามา ชั้นหนึ่งคือระบบอัตโนมัติราคาปานกลางซึ่งผลิตได้หลักร้อยหรือหลักพัน อัปเดตผ่านซอฟต์แวร์และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อีกชั้นคือระบบใช้แล้วหมดไปซึ่งผลิตได้ครั้งละนับหมื่นและพร้อมถูกทดแทนอย่างรวดเร็ว
AI ทำให้ระบบขนาดเล็กเหล่านี้มีความสามารถสูงขึ้น โดรนที่เคยต้องพึ่งผู้ควบคุมและสัญญาณ GPS ตลอดเวลา สามารถใช้ซอฟต์แวร์ช่วยนำทาง หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง หรือทำภารกิจต่อเมื่อการสื่อสารถูกรบกวน เทคโนโลยีทางทหารที่เคยสงวนไว้สำหรับมหาอำนาจจึงกระจายไปสู่ประเทศขนาดกลางและผู้เล่นที่เล็กกว่าได้ง่ายขึ้น
ผลที่ตามมาคือสงครามกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันว่าใครมีอาวุธชิ้นดีที่สุด ไปสู่การแข่งขันว่าใครมีระบบที่ผลิตได้เร็ว ปรับปรุงได้บ่อย และทดแทนได้ทัน โดรนราคาต่ำจำนวนมากอาจบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนสกัดกั้นราคาแพง เปิดเรดาร์ เปิดเผยตำแหน่ง หรือรักษาระดับความพร้อมตลอดเวลา ความสำเร็จจึงอาจไม่ได้หมายถึงการทำลายเป้าหมายโดยตรงเสมอไป แต่อาจหมายถึงการทำให้อีกฝ่ายหมดกระสุน หมดงบประมาณ หรือหมดความสามารถในการตอบสนองก่อน
อาวุธขนาดใหญ่ไม่ได้หมดความสำคัญ บทบาทของมันกำลังเปลี่ยน เครื่องบินรบ เรือรบ และดาวเทียมจะทำงานตามลำพังน้อยลง และกลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อกับโดรน เซ็นเซอร์ และยานไร้คนขับจำนวนมาก อำนาจทางทหารจึงไม่ได้อยู่ในอาวุธชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่อยู่ในความสามารถของทั้งเครือข่ายที่จะมองเห็น สื่อสาร และลงมือพร้อมกัน
AI ยังนำจังหวะการทำงานของบริษัทซอฟต์แวร์เข้าสู่อุตสาหกรรมกลาโหม อาวุธแบบเดิมอาจใช้เวลาหลายปีตั้งแต่การออกแบบจนถึงการอนุมัติ ส่วนโดรนหรือระบบ AI สามารถถูกส่งไปใช้ เก็บข้อมูลจากสนามจริง ปรับซอฟต์แวร์ และส่งรุ่นใหม่กลับไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เมื่อฝ่ายหนึ่งค้นพบวิธีรบกวนสัญญาณ อีกฝ่ายก็ปรับระบบนำทาง เมื่อระบบป้องกันเรียนรู้รูปแบบการโจมตี ฝ่ายโจมตีก็เปลี่ยนเส้นทาง ความสูง หรือจังหวะการใช้งาน
ผู้ชนะจึงไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายที่สร้างระบบสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก หากเป็นฝ่ายที่เรียนรู้จากความล้มเหลวและส่งรุ่นถัดไปกลับเข้าสนามรบได้เร็วกว่า กำลังการผลิต ชิป แบตเตอรี่ เซ็นเซอร์ อะไหล่ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์จึงมีความสำคัญพอ ๆ กับจำนวนทหารหรือจำนวนเครื่องบิน
การที่ NATO เตรียมลงทุนกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ในระบบต่อต้านโดรน และเพิ่มจำนวนผู้ควบคุมโดรนห้าเท่า จึงไม่ใช่การเพิ่มอุปกรณ์เสริมให้กองทัพ หากเป็นการยอมรับว่าโดรนและระบบอัตโนมัติได้เปลี่ยนโครงสร้างของสนามรบไปแล้ว
3. AI เปลี่ยนผู้เล่น และผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม
เมื่อสงครามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซอฟต์แวร์ และระบบอัตโนมัติ บริษัทอาวุธรายใหญ่จึงไม่ใช่ผู้เล่นเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป ข้าง Lockheed Martin, RTX และ Northrop Grumman วันนี้มี Palantir ซึ่งพัฒนาระบบข้อมูลให้กองทัพสหรัฐฯ, Anduril ของ Palmer Luckey ซึ่งสร้างโดรน เซ็นเซอร์ และระบบบัญชาการ, Shield AI ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับยานไร้คนขับ และ Helsing บริษัท AI ทางทหารจากยุโรป
เงินทุนกำลังไหลตามความเปลี่ยนแปลงนี้ Anduril ระดมทุน 5,000 ล้านดอลลาร์จนมีมูลค่า 61,000 ล้านดอลลาร์ Shield AI ระดมทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ที่มูลค่า 12,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Helsing ระดมทุน 1,800 ล้านดอลลาร์และมีมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ บริษัทหน้าใหม่ยังไม่ได้แทนที่ผู้รับเหมารายใหญ่ แต่กำลังเชื่อมซอฟต์แวร์ ข้อมูล และความเร็วเข้ากับโรงงาน กำลังผลิต และสัญญารัฐของอุตสาหกรรมเดิม
ด้านที่น่ากังวลคือ สนามรบกำลังกลายเป็นทั้งตลาด ห้องทดลอง และเวทีสาธิตสินค้า ทุกเที่ยวบินของโดรนสร้างข้อมูลใหม่ ทุกความสำเร็จและความล้มเหลวช่วยปรับปรุงผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไป คำว่า “ผ่านการใช้งานจริง” เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ แต่การใช้งานจริงในที่นี้หมายถึงเมืองที่ถูกโจมตีและชีวิตที่สูญเสีย บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้เริ่มสงคราม และเทคโนโลยีจำนวนมากช่วยปกป้องชีวิต ทว่าความขัดแย้งก็สร้างตลาด ข้อมูล และผู้ชนะทางเศรษฐกิจขึ้นมา
AI กำลังเร่งสงครามพร้อมกันสามด้าน การตัดสินใจเร็วขึ้น อาวุธพัฒนาเร็วขึ้น และวงจรการโจมตีกับตอบโต้เร็วขึ้น จนความรับผิดชอบ การทูต และกลไกยับยั้งสงครามตามไม่ทัน
นี่คือความย้อนแย้งของ AI ในสงคราม เทคโนโลยีที่ช่วยให้กองทัพมองเห็นชัดขึ้น ป้องกันตัวได้ดีขึ้น และลดความผิดพลาดบางประเภท กำลังเติบโตอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ได้แรงส่งจากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาวุธที่แม่นยำขึ้นอาจลดความสูญเสียในบางภารกิจ แต่ไม่ได้ทำให้สงครามถูกต้องขึ้นโดยตัวมันเอง
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้วไม่ใช่เพียงเครื่องจักรตัดสินใจใช้กำลังแทนมนุษย์ มนุษย์กำลังตัดสินใจจากข้อมูลที่เครื่องจักรคัดเลือก ภายใต้จังหวะที่เครื่องจักรกำหนด และด้วยเวลาที่สั้นลง AI ทำให้วงจรของการมองเห็น การตัดสินใจ การโจมตี และการตอบโต้หมุนเร็วกว่าการเมืองและการทูตจะตามทัน ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจลุกลามจากฐานทัพแห่งหนึ่งไปถึงช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน การขนส่งสินค้า และชีวิตของผู้คนทั่วโลก
ในยุคที่เครื่องจักรคิดได้ในระดับวินาที หน้าที่ของมนุษย์จึงไม่ควรมีเพียงการทำให้สงครามมีประสิทธิภาพขึ้น เราต้องรักษาความสามารถที่จะหยุดมันให้ทันด้วย อนาคตที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่วันที่เครื่องจักรประกาศสงครามแทนมนุษย์ หากเป็นวันที่มนุษย์ยังเป็นผู้กดปุ่มอยู่ แต่ระบบเป็นผู้เลือกสิ่งที่จะให้เห็น กำหนดเวลาที่ต้องตัดสินใจ และแทบไม่เหลือเวลาให้มนุษย์คิดก่อนกดมัน