
ระเทศไทยต้องไปให้ไกลกว่าแค่ใช้ AI: เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นโอกาส สร้างเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียม ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมไทย สู่ประเทศ ‘High Tech, High Touch’
คุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประเทศไทยต้อง พลิกจุดอ่อนของไทย ให้กลายเป็นจุดแข็งที่โลกต้องการ
สำหรับผม คำว่า 'High Tech, High Touch' อธิบายสั้นๆ ได้ว่า คือการมีทั้งความทันสมัยและเสน่ห์ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กร สังคม หรือประเทศ หากยังอยู่ในสภาวะ 'Low Tech, Low Touch' ก็อาจไม่มีที่ยืนในโลกอนาคต
High Touch หมายถึงเสน่ห์เฉพาะตัวของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินทางไปพักที่รีสอร์ตหรือโรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วพบว่ารายละเอียดต่างๆ ของสถานที่นั้นมีเสน่ห์และสร้างความรู้สึกประทับใจ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใส่ใจ ความอบอุ่น และความละเอียดอ่อนในการบริการ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว
หากเปรียบเทียบกับประเทศในยุโรป เยอรมนีอาจโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่อิตาลีมีจุดเด่นด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการสร้างความประทับใจทางอารมณ์ ส่วนในเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ประเทศเกาหลีใต้ก็มีความโดดเด่นในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยานยนต์ การออกแบบชิป รวมถึงการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านกระแสวัฒนธรรมเกาหลีและดนตรีสมัยนิยมเกาหลี
บางประเทศสามารถพัฒนาได้ทั้งด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม ขณะที่บางประเทศอาจยังขาดทั้งเทคโนโลยีของตนเองและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ประเทศที่ไม่มีทั้งสองสิ่งนี้อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในอนาคต
สำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าเรามีวัฒนธรรม มีรากฐาน มีรากเหง้า และมีคุณค่าหลายอย่างที่คนในสังคมยึดถือร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้เสน่ห์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถช่วยกำหนดทิศทางของสังคมและนำพาประเทศไปสู่อนาคตได้
แม้ว่าวัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องได้ยาก แต่ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีคำกล่าวหนึ่งที่มักเชื่อมโยงกับปีเตอร์ ดรักเกอร์ว่า “วัฒนธรรมกินยุทธศาสตร์เป็นอาหารเช้าทุกวัน” คำกล่าวนี้ต้องการอธิบายว่า ต่อให้องค์กรหนึ่งมียุทธศาสตร์ที่ดีเพียงใด แต่หากวัฒนธรรมภายในองค์กรไม่ดี องค์กรนั้นก็อาจไม่สามารถเดินหน้าไปได้
ในทางกลับกัน แม้ยุทธศาสตร์ขององค์กรอาจยังไม่แม่นยำหรือสมบูรณ์แบบนัก แต่หากคนในองค์กรมีวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ทำงานเป็นทีม มีความรับผิดชอบ และตั้งใจทำงาน วัฒนธรรมเหล่านี้อาจมีพลังมากพอที่จะผลักดันองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ วัฒนธรรมจึงอาจมีความสำคัญมากกว่ายุทธศาสตร์เสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่มีความเป็นนามธรรมสูง การถ่ายทอดความคิดหรือความรู้สึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มสนใจประเด็นนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ และพบว่าแต่ละเมืองมีวัฒนธรรมและบุคลิกเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น เมืองบอสตันมีวัฒนธรรมของเมืองที่ชัดเจน ทั้งในด้านวิชาการ ประวัติศาสตร์ และความทรหดอดทน ผู้คนมักใช้คำว่า 'บอสตันแข็งแกร่ง' เพื่ออธิบายถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความอดทนของชาวบอสตัน ซึ่งสะท้อนผ่านกีฬา ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผู้คนในเมืองเคยเผชิญร่วมกัน ในขณะที่บางเมืองอาจยังไม่มีอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมของเมืองที่เด่นชัดมากนัก
เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย ผมเห็นว่าบ้านเมืองของเรามีวัฒนธรรมที่ดีและหลากหลาย กรุงเทพฯ เองก็มีลักษณะทางวัฒนธรรมเฉพาะตัวเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราจะนิยามความเป็นกรุงเทพฯ หรือความเป็นไทยว่าอย่างไร ผมจึงอยากชวนผู้คนมาร่วมพูดคุยกันว่า วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเราจะนำคุณค่าเหล่านั้นมาใช้สร้างอนาคตของประเทศได้อย่างไร
ในอีกสิบปีข้างหน้า ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและมีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ประเทศที่ขาดทั้งเทคโนโลยีและเสน่ห์ในการสร้างความประทับใจ เราจึงควรตั้งคำถามร่วมกันว่า วัฒนธรรมไทยร่วมสมัยในปัจจุบันคืออะไร สิ่งใดคือมรดกที่เราได้รับมาจากปู่ย่าตายายและยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ และความเป็นไทยที่จะก้าวไปสู่อนาคตควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
ผมคิดว่า 'วัฒนธรรมของประเทศไทย' มีความสำคัญไม่แพ้ 'อนาคตของประเทศไทย' เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่กว้างและลึกกว่าเพียงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง แม้จะยังไม่ค่อยมีคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันมากนัก แต่สำหรับผม นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง
หากถามว่า ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศไทยควรปรับอย่างไร ต้องดูว่าตอนนี้ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไร เท่าที่เห็น เรากำลังมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ในความหมายที่แท้จริง
สำหรับผม ยุทธศาสตร์คือการนำจุดแข็งและจุดอ่อนภายในประเทศมาพิจารณาร่วมกับโอกาสและความท้าทายจากโลกภายนอก หรือก็คือการเชื่อมโยงขีดความสามารถภายในประเทศเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอก หากเรายังวิเคราะห์เรื่องนี้ไม่ชัดเจน ก็เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดว่าประเทศควรเดินไปในทิศทางใด
ยกตัวอย่างเรื่องงบประมาณ ผมจำได้ว่าตอนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปีแรก เอกสารงบประมาณมีมากกว่า 20,000 หน้า เมื่อต้องการตรวจสอบงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ผมต้องนั่งเปิดดูทีละรายการทั้งวันทั้งคืน เพราะงบประมาณเรื่องน้ำกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ บางส่วนอยู่ในกระทรวงคมนาคม เช่น กรมเจ้าท่า บางส่วนอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และบางส่วนอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้การค้นหาและตรวจสอบเป็นเรื่องยากมาก
ต่อมาคุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้พัฒนาเครื่องมือขึ้นมา และเริ่มนำโปรแกรมตารางคำนวณกับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ มาใช้ ปัจจุบันเรื่องนี้อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่เมื่อหกถึงเจ็ดปีก่อน ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการทำในลักษณะนี้
ทุกวันนี้ ผมสามารถค้นหาคำว่า 'ผ้าม่าน' แล้วตรวจสอบได้ทันทีว่า กระทรวง ทบวง หรือกรมใดใช้งบประมาณซื้อหรือเปลี่ยนผ้าม่าน เช่น การเปลี่ยนผ้าม่านในสถานทูตหรือสถานที่ราชการต่างๆ รวมแล้วมีมูลค่าเท่าใด เช่นเดียวกับงบประมาณด้านการฝึกอบรม ซึ่งสามารถเรียกดูได้ว่าแต่ละหน่วยงานใช้เงินไปเท่าไร เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้งบประมาณมีความโปร่งใสมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการตรวจสอบหรือกำหนดนโยบายได้
อย่างไรก็ตาม หากเราไม่รู้ว่าจะนำปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้เพื่ออะไร หรือไม่รู้ว่าเทคโนโลยีมีไว้เพื่ออะไร เทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทบางแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น
โจทย์ที่สำคัญกว่าคือ เราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเท่าเทียมในสังคมได้อย่างไร เทคโนโลยีควรเป็นกรอบใหญ่ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนจุดแข็งของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยลดหรือแก้ไขจุดอ่อนของประเทศ
การแก้ไขจุดอ่อนไม่ควรเป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือในลักษณะสังคมสงเคราะห์ แต่เราควรพัฒนาความสามารถจนกลายเป็นประเทศชั้นนำในการรับมือกับสังคมสูงวัย ภัยพิบัติ ความร้อนสุดขั้ว และน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ในด้านสาธารณสุข เราอาจพัฒนาความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์ และทดสอบเพื่อค้นคว้ายาใหม่ๆ จนทำได้ดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เมื่อเรามีความสามารถเช่นนี้ บริษัทยาต่างๆ ก็จะสนใจเข้ามาลงทุนหรือกลับมาตั้งฐานดำเนินงานในประเทศไทยมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากการกำหนดให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม การท่องเที่ยว หรือสาธารณสุข แล้วจึงผลักดันเทคโนโลยีและทรัพยากรไปในทิศทางนั้นอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด จุดอ่อนที่เคยสร้างปัญหาและทำให้ประชาชนนอนไม่หลับ อาจถูกพัฒนาจนกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ เมื่อประเทศอื่นเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน เราก็สามารถนำความรู้ ประสบการณ์ เทคโนโลยี และชุดเครื่องมือที่เราพัฒนาขึ้นไปช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ เพราะเรามีองค์ความรู้และระบบเฉพาะของเราเอง
ผมคิดว่าเรื่องนี้สามารถทำได้ หากนักการเมืองมีความกล้าหาญมากพอ โดยสิ่งแรกที่ควรทำคือรีด ‘ไขมัน’ ออกจากงบประมาณให้หมด ทั้งงบเงินทอนและเงินนอกงบประมาณ ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 3 ก้อนหลัก
ก้อนแรก คือ งบประมาณสำหรับโครงการก่อสร้างที่ไม่มีความจำเป็น เช่น การสร้างอาคาร ศูนย์ออกกำลังกาย สโมสร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งที่หน่วยงานนั้นมีของเดิมอยู่แล้ว งบประมาณลักษณะนี้ควรถูกรวบรวมและนำกลับมาพิจารณาใหม่
ก้อนที่สอง คือ งบประมาณในโครงการที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต หรือเป็นโครงการที่สามารถตรวจสอบได้ว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน งบประมาณส่วนนี้ก็ควรถูกดึงออกมาเป็นอีกก้อนหนึ่ง
ก้อนที่สาม คือ เงินนอกงบประมาณที่อาจอยู่ในรัฐวิสาหกิจหรือกองทุนต่างๆ รัฐควรรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาดูว่าเงินส่วนนี้มีอยู่เท่าไร เพราะอาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณของประเทศได้มากขึ้น
ปัจจุบัน หากเปรียบเทียบงบประมาณทั้งหมดเป็นเงิน 100 บาท จะพบว่ามากกว่า 70 บาทถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ รวมถึงการชำระดอกเบี้ยและหนี้สินต่างๆ งบประมาณเหล่านี้เป็นภาระผูกพันที่แทบไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทำให้เหลือเงินเพียงประมาณ 20 กว่าบาทสำหรับแก้ไขปัญหาของประเทศในแต่ละปี
ไม่ว่าจะเป็นปีที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 หรือปีที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง เราก็ยังมีงบประมาณสำหรับแก้ปัญหาอยู่เพียง 20 กว่าบาท ทั้งที่ขนาดของปัญหาอาจเกิน 100 บาท ดังนั้น งบประมาณที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอต่อการรับมือกับปัญหาของประเทศ
เพราะฉะนั้น หากเราปฏิรูประบบการใช้งบประมาณ และช่วยกันหาวิธีนำเงินทั้ง 3 ก้อนที่อยู่นอกระบบงบประมาณกลับเข้าสู่ระบบบัญชีอย่างโปร่งใส ก็จะช่วยเพิ่มทรัพยากรให้ประเทศได้อีกมาก เงินเหล่านี้อาจมีมูลค่าหลายหมื่นล้านหรือหลายแสนล้านบาท แม้ผมจะจำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่ตอนที่ผมเป็นกรรมาธิการ ตัวเลขที่พบมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท
นอกจากนี้ งบประมาณที่เดิมจะถูกนำไปใช้สร้างอาคารหรือถนนที่ไม่มีคนใช้ ก็ควรถูกเปลี่ยนมาใช้ในการพัฒนาคน ส่วนงบประมาณที่มีช่องว่างหรือมีโอกาสเกิดการทุจริต ก็ควรได้รับการตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง
ผมเชื่อว่า หากเรามองปัญหาในมุมนี้ ภายในระยะเวลาของรัฐบาลหนึ่งชุด หรือประมาณ 4 ปี เราก็สามารถพลิกโครงสร้างงบประมาณ และทำให้งบประมาณของประเทศตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ
เมื่อยุทธศาสตร์มีความชัดเจนแล้ว การเงินจึงควรทำหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์นั้น เพราะหากแก้ไขเฉพาะเรื่องการเงิน แต่ไม่มีทิศทางหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ต่อให้มีงบประมาณมากเพียงใดก็อาจไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กเจเนอเรชันอัลฟา เริ่มมีความพยายามที่จะเรียนรู้และแยกแยะข้อมูลจากปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่ผิดพลาด เรื่องนี้ควรได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงอาจไม่ได้มีเพียงเด็กหรือคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่รวมถึงคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า หรือตายายด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอายุมากและอาจยังไม่คุ้นเคยกับข้อจำกัดของเทคโนโลยี มีกรณีของคนไทยที่อาศัยอยู่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งผมไม่อยากกล่าวถึงรายละเอียดซ้ำ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพูดคุยและพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป จนนำไปสู่อุบัติเหตุทางรถยนต์และการเสียชีวิต เหตุการณ์เช่นนี้เป็นตัวอย่างว่าเราจำเป็นต้องให้ความรู้แก่ประชาชน และสร้างกรอบหรือวัฒนธรรมที่เหมาะสมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์
ส่วนคำถามที่ว่าประเทศไทยจะตกขบวนจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์หรือไม่นั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงให้ทัดเทียมกับประเทศผู้นำในทันที และอาจไม่จำเป็นต้องสร้างแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ในลักษณะเดียวกับประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า เพราะในความเป็นจริงเราอาจตามไม่ทันทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี
สิ่งที่เราควรทำคือการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในโลกมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทย เช่น ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเกษตร การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การรับมือไฟป่าและน้ำท่วม ตลอดจนการดูแลสังคมสูงวัย เราต้องพิจารณาว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเสริมจุดแข็งของประเทศ และช่วยลดข้อจำกัดหรือแก้ไขจุดอ่อนของเราได้อย่างไร ก่อนพัฒนาให้กลายเป็นนโยบายปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ
แน่นอนว่าเราย่อมต้องการเป็นส่วนหนึ่ไล่ตามโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศอื่นพัฒนามาก่อนเป็นเวลานานอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ประเทศไทยควรเน้นการพัฒนาในแนวดิ่งและลงลึกในสาขาที่เรามีศักยภาพ มากกว่าการพยายามแข่งขันในแนวกว้างทุกด้าน
นอกจากการทำให้ประชาชนเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ได้มากขึ้นแล้ว เราต้องทำให้ประชาชนสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จนเกิดประโยชน์จริงด้วย หากเราทำได้ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่อาจกลายเป็นผู้นำในบางสาขาได้
ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และสาธารณสุข เราจึงควรนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นได้อย่างไร ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคการท่องเที่ยวมีรายได้หรือประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างไร รวมถึงช่วยลดภาระและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลที่ทำงานอย่างหนักได้อย่างไร
หากเราสามารถนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลและบริบทของประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม ระบบการเรียนรู้ของเครื่องก็จะช่วยพัฒนาแบบจำลองที่มีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยเฉพาะได้
อย่างไรก็ตาม เรายังต้องพิจารณาเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การจัดเก็บและใช้ข้อมูล ตลอดจนหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบคอบ
ผู้นำประเทศต้องสามารถสร้างโอกาสจากจุดอ่อนของประเทศได้ ไม่ใช่อาศัยเพียงจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว เพราะหากประเทศมีจุดแข็งและผู้นำสามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นศักยภาพได้ ก็ถือว่าเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้นำทั่วไป
แต่ผู้นำที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ต้องเปลี่ยนจุดอ่อนหรือข้อจำกัดของประเทศให้กลายเป็นโอกาส ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัย เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช นครราชสีมา หรือปัตตานี เราควรพัฒนาเทคโนโลยีและระบบแก้ไขปัญหาที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในประเทศไทย จากนั้นจึงรวบรวมเป็นชุดองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติ เพื่อนำไปใช้ในประเทศอื่นทั่วอาเซียน รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้
หากเราพัฒนาองค์ความรู้จนกลายเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ประเทศอื่นก็จะหันมาพึ่งพาประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คล้ายกับที่ประเทศเกาหลีใต้มี K-water ด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งประเทศไทยเคยให้ความสนใจมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะมองว่าเกาหลีใต้มีองค์ความรู้เรื่องการจัดการน้ำที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้
ในทางกลับกัน ประเทศไทยเองก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาส จนพัฒนาเป็นผู้นำในด้านนี้ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศที่ยังมีระดับการพัฒนาต่ำกว่าเราได้ ในอนาคต ประเทศเหล่านั้นอาจหันมาหา T-water ของประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ นี่คือความหมายของเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียม และเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงให้เป็นของตนเองอาจต้องใช้เวลา แต่การนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้สามารถเริ่มได้ทันที ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านการบริการที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยว เสน่ห์ของบ้านเมือง หรือการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลไทย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความเอาใจใส่และความนุ่มนวลของพยาบาลไทย ซึ่งแตกต่างจากประสบการณ์ที่ผมเคยได้รับจากพยาบาลในต่างประเทศอย่างชัดเจน แม้แต่ขั้นตอนง่ายๆ เช่น การเจาะเลือด ผมยังสัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างพยาบาลไทยกับพยาบาลที่เมืองบอสตัน จุดแข็งด้านการบริการและความใส่ใจเช่นนี้ ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที เพราะเราได้รับการยอมรับในระดับโลกอยู่แล้ว
ดังนั้น หากรัฐบาลมองเห็นว่าประเทศไทยไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยเทคโนโลยีระดับต่ำและการบริการที่ขาดความใส่ใจ รัฐบาลก็ต้องเร่งยกระดับประเทศให้เป็นประเทศที่มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและการบริการที่เข้าถึงจิตใจผู้คน แล้วนำจุดแข็งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อเทคโนโลยีช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม ประชาชนทุกคนก็จะมีโอกาสลุกขึ้นยืนและพึ่งพาตนเองได้ ผู้นำประเทศจะสามารถใช้พลังและศักยภาพจากประชาชนกว่า 70 ล้านคนได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่อาศัยเพียงคนไม่กี่ล้านคนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสามารถลืมตาอ้าปากได้เท่านั้น
ส่วนประชาชนที่ยังประสบความยากลำบาก หากได้รับโอกาสที่เท่าเทียม ในที่สุดพวกเขาก็จะสามารถหลุดพ้นจากความลำบาก มีความมั่นคง และกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ผมคิดว่านี่คือจุดที่จะช่วยพลิกประเทศไทยให้ก้าวไปสู่อนาคตและเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ