
SHORT CUT
แฉ "ช่องรอด" ขบวนการฟอกเงินพันล้าน จากนอมินี-บัญชีม้า สู่โมเดล Crypto & Tech ล้างภาพสีเทาเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ เผยสาเหตุทำไมกระบวนการยุติธรรมไทยเอื้อมไม่ถึง
จากกรณี อสส. สั่งไม่ฟ้องนักธุรกิจดังคดี เว็บพนัน และ เว็บหนังเถื่อน มูลค่าหลายพันล้านบาท สังคมได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อการดำเนินคดีเผชิญอุปสรรคจากเส้นทางการเงินซับซ้อน นอมินี บัญชีม้าหลายชั้น และการทำลายรอยเท้าดิจิทัล โดยมีเครือข่ายผู้มีอิทธิพลคุ้มกัน นำไปสู่การเปิดเผยโมเดล ฟอกเงิน ไฮบริด Crypto & Tech Holding ที่ใช้เหมือง คริปโท และการประมูลทะเบียนรถหรูสร้างตัวตนใหม่ล้างภาพสีเทา โดยมีการส่งหนังสือแจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ
ทำให้สังคมเกิดคำถามน่าสนใจว่า เหตุใดคดีเหล่านี้ สุดท้ายมักเอาผิดตามกฎหมายไม่ได้ หรือว่าปัญหาเกิดจากคนในกระบวนการยุติธรรม 'มีนอกมีใน' หรือกฎหมายไทยไม่ทันสมัย เอื้อมไม่ถึง หรือการก่ออาชญากรรมเทคโนโลยีแบบนี้มีความซับซ้อน จนตามรอยเอาผิดได้ยาก
จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เอาผิดยากคือ "เส้นทางการเงิน" ที่ซับซ้อน ขบวนการนี้ใช้นอมินีและบัญชีม้าหลายชั้นเพื่อตัดตอนความเชื่อมโยง ไม่ให้สาวไปถึงตัวบงการหรือผู้บริหารระดับสูงได้ชัดเจนในชั้นสอบสวน
กลุ่มอาชญากรมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสูง มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อทำลายพยานหลักฐานและ "รอยเท้าดิจิทัล" (Digital Footprint) ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาหลักฐานมัดตัวได้อย่างแน่นหนาเมื่อเริ่มการดำเนินคดี
นอกจากเทคนิคที่ซับซ้อนแล้ว เครือข่ายเหล่านี้มักมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในวงราชการ กลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ช่วยให้หลบเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายมาได้เสมอ
ปัจจุบันมีการใช้โมเดลใหม่ที่เรียกว่า Crypto & Tech Holding โดยการตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาบังหน้า แล้วกระจายเงินสีเทาไปลงทุนในธุรกิจถูกกฎหมาย เช่น เหมืองขุดบิตคอยน์ ค่ายเพลง หรือตลาดหุ้น
กลยุทธ์ที่แนบเนียนคือการสร้าง "ตัวตนใหม่" ในสังคม เช่น การทุ่มเงินประมูลทะเบียนรถหรูราคาหลายสิบล้านบาท เพื่อสร้างภาพลักษณ์ "นักลงทุนรุ่นใหม่" ที่ประสบความสำเร็จจากคริปโทฯ เพื่อกลบเบื้องหลังสีเทา
กรณีนี้ทิ้งคำถามไว้ว่า กฎหมายไทยล้าสมัยไปหรือไม่ หรือคนในกระบวนการ "มีนอกมีใน" นี่คือความท้าทายที่รัฐต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่โมเดลฟอกเงินไฮบริดจะกัดกินระบบเศรษฐกิจไปมากกว่านี้
ที่มา : nationtv