ทำไมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ถึงมีภาพจำว่าเป้นผู้มีอิทธิพลและมีปืน?

ทำไมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ถึงมีภาพจำว่าเป้นผู้มีอิทธิพลและมีปืน?

จากปืนของผู้ปกป้องหมู่บ้านสู่สัญลักษณ์อำนาจท้องถิ่น: ทำไมกำนัน–ผู้ใหญ่บ้านจึงผูกพันกับอาวุธปืนกว่า 130 ปี และเหตุใดรัฐจึงยุติธรรมเนียมนี้ในปี 2569 เสีย

SHORT CUT

  • ปืนเคยเป็นเครื่องมือในการทำหน้าที่ของกำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน ในอดีตกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่รักษาความสงบ จับโจรผู้ร้าย และช่วยเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ห่างไกล จึงมีการอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนราชการ และต่อมายังมีการมอบปืนเป็นรางวัลแก่กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมด้วย
  • อำนาจของผู้นำท้องถิ่นบางแห่งพัฒนาไปสู่ระบบอิทธิพล การเป็นตัวแทนรัฐ มีเครือข่ายทางการเมือง เงินทุน และกำลังคน ทำให้กำนันหรือผู้นำท้องถิ่นบางรายกลายเป็นผู้มีอิทธิพล ตัวอย่างเช่นคดี “กำนันเป๊าะ” และ “กำนันนก” ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง ธุรกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ปัจจุบันรัฐกำลังลดความเชื่อมโยงระหว่างผู้นำท้องถิ่นกับอาวุธปืน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดขึ้น ในปี 2569 รัฐบาลมีนโยบาย ยกเลิกการมอบปืนเป็นรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน

จากปืนของผู้ปกป้องหมู่บ้านสู่สัญลักษณ์อำนาจท้องถิ่น: ทำไมกำนัน–ผู้ใหญ่บ้านจึงผูกพันกับอาวุธปืนกว่า 130 ปี และเหตุใดรัฐจึงยุติธรรมเนียมนี้ในปี 2569 เสีย

หากนึกถึงภาพของ ‘กำนัน’ หรือ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ในละครไทย ภาพจำที่มักปรากฏขึ้นคือชายวัยกลางคนในเครื่องแบบสีกากี มีปืนเหน็บอยู่ข้างเอว และมีบุคลิกเปี่ยมด้วยอำนาจในฐานะผู้นำของชุมชน ในละครบางเรื่อง กำนันถูกนำเสนอในฐานะผู้ปกป้องหมู่บ้าน ปืนที่พกไว้มีไว้ต่อกรกับโจรผู้ร้าย หรือบางครั้งก็ใช้ข่มขู่ชายหนุ่มที่เข้ามาจีบลูกสาว แต่ในอีกหลายเรื่อง ภาพของกำนันกลับพลิกไปอีกด้าน กลายเป็นเจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพลประจำท้องถิ่น ผู้ซึ่งมีทั้งอำนาจ บารมี และเครือข่ายจนแทบไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย

ภาพจำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างสีสันในละครเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากอยู่ในประวัติศาสตร์กว่า 130 ปีของสถาบันกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพราะครั้งหนึ่ง ‘ปืน’ เคยเป็นทั้งเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำท้องถิ่น ถึงขั้นที่กระทรวงมหาดไทยนำอาวุธปืนมาใช้เป็น รางวัลสำหรับกำนันและผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มาอย่างยาวนาน

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อมาถึงปี 2569 รัฐบาลกลับกำลังพยายามยุติธรรมเนียมดังกล่าวเสียเอง สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของมุมมองที่รัฐมีต่อบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในสังคมไทย

 

กำนันคนแรกของประเทศไทย คือ หลวงราชภพ (พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล) กำนันประจำตำบลบ้านเลน

เหตุใดกำนันกับผู้ใหญ่บ้านจึงต้องเกี่ยวข้องกับปืนมาตั้งแต่แรก?

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ถือเป็นจุดกำเนิดของระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ทดลองจัดระเบียบการปกครองระดับหมู่บ้านและตำบลขึ้นที่ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนที่ระบบนี้จะค่อย ๆ ขยายไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ วันนี้จึงกำหนดให้วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีเป็น ‘วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน’

ต่อมาใน พ.ศ. 2440 มีการตรา พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 และภายหลังมีการปรับปรุงเป็น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ซึ่งกลายเป็นกฎหมายหลักของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งสำคัญคือ ผู้ใหญ่บ้านในยุคนั้นไม่ได้มีหน้าที่เพียงเรียกประชุมลูกบ้านหรือรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้อง รักษาความสงบ แจ้งเหตุอาชญากรรม จับผู้กระทำผิด ช่วยค้นและยึดของกลาง รวมถึงช่วยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองตามหมายหรือคำสั่ง กฎหมายยังเปิดให้ระดมคนในหมู่บ้านเพื่อระงับภัยหรือช่วยกันจับโจรผู้ร้ายได้ด้วย

ในยุคที่ยังไม่มีสถานีตำรวจอยู่ใกล้ทุกชุมชน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีรถสายตรวจที่จะมาถึงในไม่กี่นาที กำนันและผู้ใหญ่บ้านคือ ‘ด่านแรก’ ของรัฐเมื่อหมู่บ้านเกิดเรื่อง

ด้วยหน้าที่เช่นนี้ อาวุธจึงกลายเป็นของที่อยู่คู่กับผู้นำฝ่ายปกครองในชนบท เพราะคนที่ต้องออกตามโจร จับผู้ร้าย หรือเข้าไประงับเหตุทะเลาะวิวาท ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าชาวบ้านทั่วไป

 

 

ใน พ.ศ. 2510 เมื่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับที่ 4 เพิ่มมาตรา 28 จัตวา กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบใช้อาวุธปืนของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบได้ ส่วนการเก็บและใช้ปืนต้องเป็นไปตามข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทย นี่คือหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐยอมรับการใช้ปืนราชการของผู้นำท้องที่

ส่วนเรื่องการมอบรางวัลให้ผู้ใหญ่บ้านนั้น หลักฐานจาก หนังสือเทศาภิบาล ระบุว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2447 หรือ ร.ศ. 123 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีแนวพระดำริให้มอบรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านที่มีผลงานดีเด่น โดยพิจารณาจากผลงานในด้านการป้องกันเหตุร้าย การปราบปรามโจรผู้ร้าย ตลอดจนการดูแลและพัฒนาความสะอาดเรียบร้อยของท้องที่ ทั้งนี้ ในสมัยดังกล่าวรางวัลที่มอบให้ส่วนใหญ่เป็นเงินรางวัล

สำหรับช่วงที่เริ่มมีการมอบอาวุธปืนเป็นรางวัล หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดปรากฏใน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การแบ่งชั้นรางวัลฯ พ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดให้อาวุธปืนเป็นส่วนหนึ่งของระบบรางวัลอย่างเป็นทางการ โดยกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก จะได้รับ แหนบทองคำ เครื่องแบบปกติขาว และอาวุธปืนสั้น ส่วนผู้ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่สอง จะได้รับ อาวุธปืนลูกซองยาวชนิดห้านัด แทน

เมื่อผู้นำท้องถิ่นหลายคนกลายเป็นผู้มีอิทธิพล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ภาพของ 'ผู้ปกป้องชุมชน' ก็มีด้านที่ไม่ดีเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพราะกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นทั้งตัวแทนรัฐ คนกลางระหว่างชาวบ้านกับราชการ ผู้รู้ข้อมูลในพื้นที่ และบุคคลที่มีเครือข่ายทางการเมือง หากอำนาจเหล่านี้รวมเข้ากับธุรกิจ เงิน และกำลังคน ตำแหน่งผู้นำชุมชนอาจพัฒนาไปเป็นฐานของระบบอุปถัมภ์หรือผู้มีอิทธิพลได้

ยิ่งไปกว่านั้น สังคมยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นของกำนันผุ้ใหญ่บ้าน เพราะเมื่อระบบราชการ ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขยายตัว บทบาทหลายอย่างกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านโดยเฉพาะหน้าที่ด้านการรักษาความสงบ และการอยู่ในตำแหน่งได้ถึงอายุ 60 ปี ก็ยิ่งถูกมองว่าเป็นการผูกขาดอำนาจการเมืองท้องถิ่น ปิดโอกาสไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาบริหาร

‘กำนันเป๊าะ’ ผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออก

คดีที่สะท้อนคำถามข้างต้นคือ ของระบบกำนัน คือคดีของ ‘กำนันเป๊าะ’ ผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออก ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายประยูร สิทธิโชติ หรือ ‘กำนันยูร’ ถูกยิงเสียชีวิตในงานแต่งงานที่จังหวัดชลบุรี ก่อนที่การสืบสวนจะเชื่อมโยงไปถึงสมชาย คุณปลื้ม หรือ ‘กำนันเป๊าะ’ ในฐานะผู้จ้างวานฆ่า โดยศาลมีคำพิพากษาจำคุก 25 ปี และต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนในปี พ.ศ. 2555 คดีนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งสามารถเชื่อมโยงอำนาจทางการเมือง ธุรกิจ และเครือข่ายมือปืนเข้าด้วยกันได้อย่างชัดเจน

 ‘สารวัตรศิว’  เสียชีวิตในงานเลี้ยงบ้าน ‘กำนันนก’

อีกคดีหนึ่งที่จุดข้อถกเถียงเรื่องอำนาจท้องถิ่น คือเหตุยิงพันตำรวจตรีศิวกร สายบัว หรือ ‘สารวัตรศิว’ ในงานเลี้ยงบ้าน ‘กำนันนก’ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 ผู้ลั่นไกเป็นลูกน้องคนสนิทของกำนัน ไม่ใช่กำนันนกเอง แต่อัยการได้ฟ้องกำนันนกในฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ส่วนอีกคดีหนึ่ง ศาลมีคำพิพากษาจำคุกกำนันนก 2 ปี จากการเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ ภาพตำรวจจำนวนมากที่อยู่ในงานเลี้ยงของกำนันทำให้สังคมตั้งคำถามว่า อำนาจของผู้นำท้องที่บางคนแผ่ไปไกลกว่าขอบเขตตามกฎหมายเพียงใด

ยุคใหม่ รัฐฯ พยายามควบคุมการครอบครองอาวุธ 

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามเรื่องการครอบครองอาวุธปืนอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งสร้างความสูญเสียแก่ครูและนักเรียนจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า ปืนเพียงกระบอกเดียวสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งชั่วขณะให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมได้ รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเริ่มผลักดันมาตรการควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวดขึ้น ทั้งการออกใบอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง และการพกพาในที่สาธารณะ

เพียงสามวันต่อมา ในช่วงค่ำวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีการจัดงานฉลองครบรอบ 134 ปี วันกำนันผู้ใหญ่บ้านที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในงานมีการนำปืนลูกซองยาวห้ากระบอกมาเป็นรางวัลจับสลาก แม้ภายหลังจังหวัดจะชี้แจงว่าไม่ได้ส่งมอบปืนจริงในงาน แต่ภาพดังกล่าวก็ถูกเผยแพร่จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะสวนทางกับบรรยากาศของสังคมที่กำลังเรียกร้องให้ลดจำนวนอาวุธปืน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 กรมการปกครองจึงสั่งระงับการมอบปืนและตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่วันที่ 14 สิงหาคม นายอนุทินจะยืนยันนโยบายยกเลิกการมอบอาวุธปืนเป็นรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน โดยให้เปลี่ยนเป็นเงิน สิ่งของ หรือรางวัลรูปแบบอื่นแทน เพื่อให้การปฏิบัติของหน่วยงานรัฐสอดคล้องกับเป้าหมายลดการแพร่กระจายของอาวุธปืนในสังคม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังกับการควบคุมการครอบครองอาวุธปืนในสังคมไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพจำของ ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ที่มักถูกเชื่อมโยงกับอาวุธปืน ยังคงเป็นภาพที่ฝังอยู่ในสังคมไทย และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าภาพจำดังกล่าวจะเลือนหายไป

ที่มา kamnanphuyaibaan

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

 

related