
SHORT CUT
ผลสำรวจชี้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งปี 2569 ในพื้นที่กทม. และปริมณฑล มีราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 7,500 บาทต่อหัว กกต. รับทราบข้อมูลแล้ว เตรียมมาตรการป้องกันและปราบปราม โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงซึ่งมีการแข่งขันสูง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับปี 2569 เมื่อผลสำรวจจากภาคเอกชนชี้เป้าว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีตัวเลขการซื้อเสียงพุ่งสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่มาจากผลสำรวจอย่างเป็นทางการที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย
คณะทำงาน Zero Corruption ประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลัก ทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม
เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ผลสำรวจประชาชนและภาคธุรกิจ 4,814 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568-12 มกราคม 2569 พบว่า ร้อยละ 77 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีความรุนแรงมาก ร้อยละ 11 รุนแรงปานกลาง และร้อยละ 12 ไม่ค่อยรุนแรง
ผลสำรวจร้อยละ 58.7 ยังระบุว่า จะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะไม่มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ตั้งแต่ต้น และหากเข้ามาบริหารประเทศ อาจตั้งใจกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนร้อยละ 41.3 จะยังคงเลือกพรรคการเมือง โดยดูจากนโยบายอื่นที่มีประโยชน์แก่ประชาชน ความน่าเชื่อถือ รวมถึงผลงานที่ผ่านมา
เมื่อสอบถามถึงปัญหาสำคัญของประเทศที่จะต้องแก้ไขมากที่สุด ในส่วนของกลุ่มประชาชน ร้อยละ 18.9 ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 17.9 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 13.4 คุณภาพชีวิตของประชาชน
แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เผยถึงความคืบหน้าและความพร้อมในการดูแลการเลือกตั้ง ระบุว่า ปัจจุบันการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะทาง Facebook ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากผู้สมัครแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ สำนักงาน กกต. จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท เมต้า Meta และ Facebook ประเทศไทยเพื่อให้ความรู้แก่พรรคการเมือง เกี่ยวกับกฎระเบียบของแพลตฟอร์มและกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้การหาเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ในส่วนของการตรวจสอบ กกต. ได้ใช้ศูนย์ E-War Room ในการติดตามข้อมูลที่เข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสีหรือสร้างความเกลียดชัง โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ Facebook เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เช่น การลบข้อมูลหรือจำกัดการมองเห็น หากพบว่าผิดกฎระเบียบของชุมชนหรือกฎหมายเลือกตั้ง เบื้องต้นมีการพิจารณาข้อความที่เข้าข่ายผิดปกติแล้วประมาณ 34 ข้อความ และคลิปวิดีโอ 5 คลิป ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นวิเคราะห์ว่าขัดต่อกฎหมาย หรือขัดต่อระเบียบ เช่น ใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือไม่ โดยศูนย์ E-War Room ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจค้นข้อความที่ปรากฏตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบสามารถมาร้องเรียนได้โดยตรง อย่างกรณีของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถ้านายวิโรจน์ ถ้าคิดว่าได้รับผลกระทบก็สามารถมาร้องเรียนศูนย์นี้ได้
ส่วนประเด็นข่าวเรื่องการซื้อเสียง ที่มีการระบุตัวเลขสูงถึงหัวละ 7,500 บาท กกต. รับทราบข้อมูลและมีมาตรการป้องกันและป้องปรามอยู่แล้วไม่ให้เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่ชัด แต่ถือเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้เรื่องนี้ไม่มีนัยสำคัญต่อผลการลงคะแนน หรือเป็นเงื่อนไขที่จะชนะเลือกตั้งได้
ส่วนการแบ่งพื้นที่การทำงาน กกต. มีการแบ่งพื้นที่เป็นสี เช่น สีแดง สีเหลือง และสีขาว โดยพื้นที่สีแดงหมายถึงพื้นที่ที่มีการแข่งขันเข้มข้นสูง ซึ่งอาจมีแนวโน้มการกระทำผิดได้ง่าย โดยพบกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ กลไกการทำงาน ใช้เครือข่ายข่าวระดับจังหวัด ร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง มีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่จุดเสี่ยง และมีบัญชีรายชื่อหัวคะแนนเพื่อติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงกรณีมีการระบุการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท โดย ร.อ.ธรรมนัสถึงกับร้อง “ห๊ะ” เมื่อได้ยินคำถาม พร้อมกับระบุว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ ตนไม่ทราบเหมือนกัน
เมื่อถามว่า เนื่องจากครั้งนี้มีข่าวว่ามีการซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูงไปถึงจำนวนดังกล่าวได้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครทำแบบนี้ โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหวหรอก ถ้าใช้เงินทุ่มกันขนาดนี้ แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ที่การเลือกตั้งซึ่งมีการแข่งขันกันสูง อาจจะมีปัจจัยนี้เข้ามา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ห่วง ตนก็ใช้วิธีการหาเสียงตามสไตล์ตน ไปเกือบทุกจังหวัด ไม่มีวันหยุด
เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประเด็น “ซื้อเสียง หัวละ 7500 บาท มีจริง” ระบุว่า ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ากระแสการซื้อเสียงความรุนแรงมาก สืบเนื่องจากมีการเลือกตั้งนายก อบต.สมาชิก อบต. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 พบว่าอัตราการซื้อเสียงอยู่ที่ นายก อบต.หัวละ 3,000 บาท สมาชิกอบต.หัวละ 1,000 บาท
จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งส.ส.ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 ตัวเลขหรือราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าหากการแข่งขันมีสูง และมีการซื้อเสียงแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ก็อาจจะมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2000 บาท
แต่การที่ กกร.ไปสำรวจว่า มีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7,500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่นการเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆแคบๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้งอบต.หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็คเสียงกันได้ว่า แพ้ชนะกันไม่กี่คะแนน จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันกันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาที่สูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง ก็อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงเสียงละ 10,000 บาทก็มีในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆบางแห่ง
เพราะฉะนั้นการมีการซื้อเสียง ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้ เห็นชัดว่ามีการเคลื่อนไหวจดรายชื่อกันอย่างคึกคัก จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในพื้นที่ ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้นำท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้านบางคน จ่ายเงินให้กับประชาชนแล้ว เพื่อซื้อเสียงในอัตราหัวละ 1,000 บาท และมีกำนันตำบลหนึ่ง ที่อำเภอปากพนัง นัดหัวคะแนนให้พบกับแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค และการประกาศของผู้นำท้องถิ่น ที่ต้องการซื้อคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยตั้งเป้าหมายต้องการจัดซื้อจำนวน 6,000 เสียง