ทำไม 'ภูฏาน' เก็บ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดในโลก แต่คนยังยอมจ่าย

ทำไม 'ภูฏาน' เก็บ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดในโลก แต่คนยังยอมจ่าย

ทำไม 'ภูฏาน' เก็บ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดในโลก แต่คนยังยอมจ่าย เจาะลึกนโยบาย High Value, Low Volume เงินค่า SDF ของภูฏานเปลี่ยนเป็นสวัสดิการรัฐชั้นยอดได้อย่างไร ทำไมไทยถึงเลียนแบบโมเดลนี้ไม่ได้

SHORT CUT

  • ภูฏานเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวที่แพงที่สุดในโลก
  • นโยบายนี้อยู่ภายใต้แนวคิด "High Value, Low Volume" ที่เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อรักษาความสงบและธรรมชาติของประเทศ
  • รายได้จากค่าธรรมเนียม SDF ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศในหลายด้าน เช่น สนับสนุนระบบสาธารณสุขและการศึกษาฟรี, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และบำรุงรักษามรดกทางวัฒนธรรม
  • นักท่องเที่ยวยอมจ่ายเพราะมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อประสบการณ์การเดินทางที่สงบ ไม่แออัด และได้สัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังคงอยู่
  • นักท่องเที่ยวชาวไทยจำเป็นต้องชำระค่าธรรมเนียม SDF เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ เพื่อเดินทางเข้าภูฏาน

ทำไม 'ภูฏาน' เก็บ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดในโลก แต่คนยังยอมจ่าย เจาะลึกนโยบาย High Value, Low Volume เงินค่า SDF ของภูฏานเปลี่ยนเป็นสวัสดิการรัฐชั้นยอดได้อย่างไร ทำไมไทยถึงเลียนแบบโมเดลนี้ไม่ได้

การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว หรือภาษีนักท่องเที่ยว หรือ Tourism Tax ปัจจุบันมีการเรียกเก็บมากกว่า 40 เมือง/ประเทศ ทั่วโลก แต่จะมีชื่อเรียก และรูปแบบการจัดเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ 

ถ้าพูดถึงประเทศที่มี 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว ชื่อของ "ภูฏาน" มักถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ต้องจ่าย SDF หรือ Sustainable Development Fee เป็นรายคืน นอกเหนือจากค่าเดินทางทั่วไป

ภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ ในเทือกเขาหิมาลัย ที่ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดในโลก ด้วยวัฒนธรรมที่ยังคงรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ สถาปัตยกรรมป้อมปราการซองที่งดงาม วัดวาอารามที่เก่าแก่ และธรรมชาติที่บริสุทธิ์

ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่วัด ความสุขมวลรวม แทนที่จะวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวม แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในทุกแง่มุมของวิถีชีวิตชาวภูฏาน ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าไม้ที่ครอบคลุมกว่า 70% ของพื้นที่ประเทศ ไปจนถึงสถาปัตยกรรมที่ยังคงใช้รูปแบบดั้งเดิม

SDF ค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

SDF คือ ค่าธรรมเนียมรายวัน ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องจ่ายให้รัฐบาลภูฏาน แยกจากค่าทัวร์ ค่าที่พัก หรือค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของประเทศภูฏาน กระตุ้นภาคการขนส่ง รวมทั้งอีกหลายโครงการที่สำคัญ 

 

ค่า sdf ของภูฏาน สำหรับผู้ใหญ่คือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน จากอัตราปกติ 200 ดอลลาร์ และนโยบายลดครึ่งราคานี้ใช้ได้ต่อเนื่องถึงปลายเดือนสิงหาคมปี 2027 

เด็กอายุ 6-12 ปี จ่ายเพียงครึ่งเดียวของผู้ใหญ่ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีไม่ต้องจ่าย SDF เลย ทำให้การเที่ยวแบบครอบครัวหรือพาเด็กไปเปิดโลกที่ภูฏานเป็นเรื่องที่จับต้องได้มากขึ้นกว่าเดิม

การชำระค่า sdf ภูฏาน ต้องทำล่วงหน้าพร้อมการขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตหรือจัดการเอง

เบื้องหลังนโยบาย High Value Low Volume

ภูฏานใช้แนวทางการท่องเที่ยวที่รู้จักในชื่อ High Value Low Volume คือยอมให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยลง ให้แต่ละคนใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ วัด และวัฒนธรรมอย่างเคารพและมีสติ รายได้จาก SDF จึงกลายเป็นแหล่งเงินสำคัญในการดูแลประเทศให้ยังคงความสงบและสะอาดแบบที่หลายคนหลงรักตั้งแต่ก้าวแรกที่ไปถึง

 

เม็ดเงินจาก SDF ถูกใช้พัฒนาภูฏานในด้านต่างๆ

  • สนับสนุน ระบบสาธารณสุขและการศึกษาฟรี ให้ชาวภูฏานทุกคน ให้เด็กในภูฏานเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพมากขึ้น
  • ดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ รวมถึงการจัดการขยะ การดูแลป่า และการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวจึงได้เดินป่าหรือชมวิวหิมาลัยท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์
  • บำรุงรักษา วัด ป้อมปราการ และมรดกทางวัฒนธรรม เช่น การรำพื้นบ้านและเทศกาลประเพณีต่างๆ 
  • พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานของชุมชน เช่น ถนน สะพาน และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เมื่อระบบพื้นฐานดีขึ้น ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวก็ราบรื่นขึ้นตามไปด้วย

ทำไมประเทศเล็กๆ กล้าตั้งราคาแพงขนาดนี้ ยังมีคนยอมจ่ายเพื่อไปเยือน

นักท่องเที่ยวหลายคนมองว่า การไปเที่ยว "ภูฏาน" คือการลงทุนเพื่อให้ได้ทริปที่เงียบสงบ ไม่แออัด และได้เห็นประเทศที่ยังรักษาตัวตนดั้งเดิมเอาไว้ การจ่ายค่าธรรมเนียมนี้จึงไม่ใช่ภาระอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยให้ภูฏานยังคงเป็นปลายทางในฝันต่อไปได้อีกนาน

คนไทยไปเที่ยวภูฏาน ต้องจ่าย SDF ไหม

นักท่องเที่ยวชาวไทยจัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไป จึงต้องจ่าย SDF ภูฏาน เช่นเดียวกับคนชาติอื่น ส่วนพลเมืองของอินเดีย บังกลาเทศ และมัลดีฟส์จะมีกฎและอัตรา SDF แบบเฉพาะที่แตกต่างออกไป

คำถามสำคัญของไทย ใช้โมเดลแบบ 'ภูฏาน' ได้หรือไม่

วิเคราะห์ว่าไทยทำไม่ได้ 100% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวแบบ Mass Tourism และห่วงโซ่อุปทานระดับฐานรากของเรากว้างขวางเกินไป หากเก็บแพงทันทีจะเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ แต่สามารถปรับใช้จำกัดคนเฉพาะจุดเปรียบเสมือนอุทยานแห่งชาติที่เปราะบางได้

เปิด 8 ประเทศ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' แพงที่สุดในโลก

  1. ภูฏาน ยังคงครองแชมป์ประเทศที่เก็บภาษีท่องเที่ยวแพงที่สุดในโลก ด้วยภาษีที่เรียกว่า Sustainable Development Fee (SDF) ในอัตราสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน (ประมาณคืนละกว่า 3,000 กว่าบาท) เพื่อนำไปสมทบทุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสังคม
  2. เนเธอร์แลนด์ สำหรับผู้ที่ไปเยือนเมืองหลวงอย่าง อัมสเตอร์ดัม จะต้องเผชิญกับภาษีท่องเที่ยวที่แพงที่สุดในทวีปยุโรป โดยคิดอัตราคงที่สูงถึง 12.5% ของค่าห้องพักต่อคนต่อคืน สำหรับผู้ที่เข้าพักค้างคืน ส่วนกลุ่มที่ไปเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับ หรือแวะมากับเรือสำราญก็ไม่รอด ต้องจ่ายภาษีวันละ 15 ยูโรต่อคนต่อวัน
  3. นิวซีแลนด์ ใครที่จะบินไปสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ต้องเตรียมงบชำระภาษีท่องเที่ยวที่เรียกว่า International Visitor Conservation and Tourism Levy (IVL) เป็นเงินจำนวน 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่จ่ายเพียงครั้งเดียว โดยจะเรียกเก็บพ่วงไปพร้อมกับขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าหรือการลงทะเบียนท่องเที่ยว NZeTA ทันที
  4. กรีซ นักท่องเที่ยวต้องจ่ายภาษีที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Climate Crisis Resilience Fee หรือค่าธรรมเนียมต้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีอัตราตั้งแต่ 0.50 ยูโร ไปจนถึงสูงถึง 15 ยูโรต่อห้องต่อคืน ขึ้นอยู่กับเกรดของที่พักและช่วงฤดูกาล (ไฮซีซั่น/โลว์ซีซั่น) นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมการขึ้นฝั่งของนักท่องเที่ยวเรือสำราญอีก 1 ถึง 20 ยูโรต่อคนต่อท่าเรือ ขึ้นอยู่กับความนิยมของเกาะและช่วงเวลาในแต่ละปี
  5. ไอซ์แลนด์ มีการจัดเก็บภาษีที่พักคืนละ 800 โครนาไอซ์แลนด์ (ISK) สำหรับผู้ที่จองโรงแรมและเกสต์เฮาส์ ส่วนกลุ่มสายลุยที่พักตามลานกางเต็นท์ จุดจอดรถบ้าน รถแคมป์ปิ้ง รวมถึงผู้ที่เดินทางมาด้วยเรือสำราญในประเทศ จะเสียภาษีในอัตรา 400 โครนาไอซ์แลนด์ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยตรง
  6. อิตาลี โดยเฉพาะใน เมืองเวนิส ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเก็บค่าเข้าเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับ (ไม่ได้พักค้างคืน) อยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่จองล่วงหน้า และขยับเป็น 10 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรหน้างาน (มีผลบังคับใช้ 60 วันในรอบปี)
  7. สเปน ในเมืองดังอย่าง บาร์เซโลนา จะเก็บภาษีตามประเภทที่พัก โดยห้องเช่าระยะสั้นเก็บภาษีคืนละ 12.50 ยูโร นอกเหนือจากค่าเช่าปกติ ขณะที่ผู้พักโรงแรมจะต้องจ่ายระหว่าง 10 ถึง 15 ยูโรต่อคืน ตามระดับดาว ยิ่งไปกว่านั้นหากไปเที่ยวแถบ หมู่เกาะแบลีแอริก (มายอร์กา, มินอร์กา, อิบิซา) จะต้องเสียภาษีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อีก 1 ถึง 4 ยูโรต่อคนต่อคืน และหากนำรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าขึ้นเรือเฟอร์รีข้ามไปยังเกาะ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าเกาะเพิ่มอีก 30 ถึง 85 ยูโร ขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อยไอเสียและระยะเวลาที่พำนักบนเกาะ
  8. สกอตแลนด์ ล่าสุดได้เริ่มบังคับใช้ภาษีท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2026 โดยมี เมืองเอดินบะระ เป็นเมืองนำร่องแห่งแรกที่เรียกเก็บภาษีในอัตรา 5% ของค่าที่พักค้างคืน อย่างไรก็ตาม ภาษีตัวนี้มีจุดเด่นที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยวระยะยาว เพราะจะเรียกเก็บเฉพาะการเข้าพัก 5 คืนแรกเท่านั้น คืนถัดๆ ไปจะได้รับการยกเว้น

ที่มา : Bhutancenter , Travelandleisureasia 

related