
SHORT CUT
ครั้งหนึ่งในประเทศไทย จตุคามรามเทพเคยได้รับความนิยมอย่างมหาศาลจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ ก่อนที่ฟองสบู่ศรัทธาจะพังทลายลงจากกลไกการตลาด
เด็ก Gen Z หรือ Gen Alpha อาจจะไม่คุ้นเคยกับ 'จตุคามฟีเวอร์' แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในอดีตครั้งหนึ่งในประเทศไทย เคยได้รับความนิยมมากจนกลายเป็นปรากฏการณ์ของประเทศ เมื่อวัตถุมงคลที่ชื่อว่า 'จตุคามรามเทพ' ข้ามพ้นจากการเป็นเครื่องรางของขลังในท้องถิ่นสู่การเป็นศูนย์กลางความหวังและเป้าหมายการเก็งกำไรระดับชาติ ในช่วงปี พ.ศ. 2548–2550 กระแสความนิยมได้แผ่ขยายไปทุกตารางนิ้วของสังคม ต่างหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดวัตถุมงคลนี้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประมาณการไว้ว่า เม็ดเงินหมุนเวียนในวงการพระเครื่องและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในยุคฟีเวอร์พุ่งสูงถึง 40,000 ล้านบาท
ความสำเร็จแบบพลุแตกบนท้องฟ้าแบบนี้เกิดจากการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ "ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง" อย่างแนบเนียน ผ่านพิธีกรรมที่เข้มขลัง และชื่อรุ่นที่ตอบสนองต่ออุดมการณ์ของคนชั้นกลางในยุคบริโภคนิยม เช่น "รุ่นมหาเศรษฐี 1,000 ล้าน" หรือ "รุ่นโคตรเศรษฐี" สอดรับกับสโลแกนติดปากอย่าง "มีกูไว้ไม่จน" และ "ขอได้ ไหว้รวย"
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในช่วงเวลาในอดีตในไทย ทำให้ผู้คนเสาะหาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อความมั่นคงในชีวิต จนเกิดเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชนับพันล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ตลอดจนอุตสาหกรรมตลับสแตนเลส เลี่ยมพระ และสิ่งพิมพ์คึกคักอย่างทวีคูณ
หากย้อนรอยกลับไปสู่รากเหง้าประวัติศาสตร์ 'จตุคามรามเทพ' หรือ 'ท้าวจตุคาม-ท้าวรามเทพ' คือเทพผู้รักษาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานความเชื่อท้องถิ่นเชื่อมโยงถึงอดีตบูรพกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย คือ พระเจ้าจันทรภาณุ หรือ พญาศรีธรรมาโศกราช ผู้ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อคุ้มครองปกปักรักษาบ้านเมือง
จุดกำเนิดของการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 ในคราวประกอบพิธีตั้งดวงเมืองและสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ โดยมีบุคคลสำคัญในการจัดสร้าง 3 ท่าน ได้แก่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช, พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล และ โกผ่อง (นายอะผ่อง สกุลอมร) ร่างทรงองค์พ่อจตุคามฯ
ในขณะนั้น ในยุคเริ่มต้นช่วงปี 2530–2543 วัตถุมงคลนี้ยังรู้จักกันเพียงในวงแคบเฉพาะกลุ่มข้าราชการและคนท้องถิ่น พระผงสุริยัน-จันทรา รุ่นแรกปี 2530 เปิดให้เช่าบูชาเพียงองค์ละ 39 ถึง 49 บาท แต่กลับไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี การบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ด้านอิทธิปาฏิหาริย์ ความแคล้วคลาด และโชคลาภในการค้าขายแบบปากต่อปาก ค่อยๆ บ่มเพาะศรัทธาจนเริ่มจุดประกายความนิยมขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา
เมื่อความศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ถูกกลืนกินด้วยกลไกการตลาด วัตถุมงคลที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจจึงแปรสภาพกลายเป็น "สินทรัพย์เก็งกำไร" เต็มขั้น
พฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนจากการเช่าบูชาเพื่อไหว้เคารพ ไปสู่การไล่ล่าผลตอบแทนทางการเงินตามทฤษฎีคน ไม่รู้มากกว่า (Greater Fool Theory) โดยเชื่อว่าจะสามารถปล่อยเช่าต่อให้ผู้อื่นได้ในราคาที่แพงกว่าเสมอ
แรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากปรากฏการณ์ "ผลของสมัยนิยม" หรือ ซึ่งเป็นแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้ผู้คนพากันแห่ซื้อเพราะกลัวตกขบวน (FOMO) ตลาดเก็งกำไรเด่นชัดที่สุดในระบบ "ใบจอง" ที่ราคาทะยานขึ้นหลายเท่าตัวตั้งแต่พระยังไม่ทันเข้าพิธีหล่อหรือปั๊ม กลุ่มนายทุน ผู้สร้าง และเซียนพระ ร่วมกันปั่นราคาผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด
การโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และแผ่นพับ ตลอดจนการส่งหน้าร้านและหน้าม้ากวาดซื้อในตลาดเพื่อสร้างอุปสงค์เทียม
นอกจากนี้ สภาวะตลาดเจอกับปัญหา "ความไม่สมมาตรของข้อมูล" เมื่อผู้ซื้อขาดความรู้เกี่ยวกับจำนวนสร้างที่แท้จริงและคุณภาพของมวลสาร ในขณะที่ผู้สร้างเก็บตุนสินค้าและควบคุมข้อมูลเพื่อทำกำไรส่วนต่างมหาศาล ส่งผลให้เหรียญรุ่นแรกปี 2530 จากราคาหลักสิบบาทพุ่งสูงขึ้นสู่หลักแสนและหลักล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ฟองสบู่ทุกก้อนย่อมมีวันแตกเมื่ออุปทานสะสมจนเกินขีดความสามารถของอุปสงค์ ในปี พ.ศ. 2550 มีการจัดสร้างจตุคามรามเทพออกมามากถึง 400 ถึง 650 รุ่น มีจำนวนองค์พระออกสู่ตลาดรวมกันมากกว่า 30 ล้านองค์ การผลิตที่กระจายตัว
ทำให้ความหายาก ซึ่งเป็นหัวใจของการรักษามูลค่าสูญสิ้นไป โรงงานปั๊มพระทำงานวันละ 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการทำลายบล็อกแม่พิมพ์ เกิดภาวะ "พระเสริม" และการผลิตลวกๆ ขาดคุณภาพ
เมื่อวิกฤตความน่าเชื่อถือเกิดขึ้น จากข่าวสารการนำกล่องเปล่าเข้าพิธีปลุกเสก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจึงสั่นคลอนอย่างรุนแรง ทันทีที่ราคาหยุดวิ่งขึ้น ตลาดก็เข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกเร่งเทขาย
อุปทานไหลทะลักเข้าสู่ตลาดรองพร้อมกันจนราคาดิ่งลงเหว ใบจองกลายเป็นกระดาษไร้ค่า เหรียญนับแสนองค์ไม่มีผู้เช่าบูชา ปรากฏการณ์อัปยศปิดฉากลงเมื่อนายทุนผู้ล้มเหลวขนองค์จตุคามรามเทพรุ่นหลังฟีเวอร์นับหมื่นนับแสนองค์ไปเททิ้งไว้ตามริมถนนและลำคลอง
ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ที่เคยเกิดขึ้นนั้น สะท้อนว่าศรัทธาอาจสร้างมูลค่าให้พุ่งทะยานได้ในระยะสั้น แต่กลไกตลาดและคุณภาพที่แท้จริงเท่านั้นที่จะรักษามูลค่าให้ยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา : the101.world mgronline sarakadee
ข่าวที่เกี่ยวข้อง