
SHORT CUT
ม็อบนักเรียนฝรั่งเศสรวมตัวปิดโรงเรียน 1,800 แห่ง จี้รัฐบาลแก้ปัญหาขาดแคลนครูและอาคารทรุดโทรม ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นการปะทะเดือด มีผู้ถูกจับกุมแล้วหลายพันราย
จุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศฝรั่งเศสปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน โดยกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายอายุระหว่าง 15–17 ปี เสียงสะท้อนจากห้องเรียนระบุว่า พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ย่ำแย่ สิ่งอำนวยความสะดวกทรุดโทรม และวิกฤตขาดแคลนครูผู้สอน นักเรียนวัย 17 ปีรายหนึ่งในย่านชานกรุงปารีสสะท้อนว่า ห้องเรียนบางแห่งไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะและเก้าอี้ ห้องน้ำไม่มีประตู ไม่มีกระดาษชำระ และไม่มีสบู่ ขณะที่อาคารเรียนเก่าก็ไม่สามารถรองรับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นได้ นอกจากนี้ตารางเรียนยังอัดแน่นตั้งแต่ 08.00–18.00 น. จนทำให้เด็กๆ ตัดสินใจออกมาลุกฮือเพื่อทวงคืนสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ดีขึ้น
การเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงเรียนไม่กี่แห่ง แต่ลุกลามไปยังเมืองสำคัญทั่วประเทศ เช่น ปารีส, มาร์กเซย, น็องต์ และลียง สหภาพนักเรียน Union Syndicale Lycéenne (USL) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำระบุว่า มีโรงเรียนมัธยมราว 1,800 แห่งถูกปิดกั้นหรือสั่งปิดโดยกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยประมาณ 90% ต้องหยุดชะงัก ขณะที่กระทรวงมหาดไทยประเมินว่ามีผู้ร่วมชุมนุมทั่วประเทศราว 256,000 คน แต่ฝั่งสหภาพแรงงานระบุว่ามีผู้เข้าร่วมมากถึง 450,000 คน โดยมีกลุ่มผู้ปกครอง ครู และสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมเดินขบวนเคียงข้างเยาวชน
ข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่การบ่นถึงความยากลำบาก แต่มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนต่อรัฐบาล ทางสหภาพนักเรียน USL ได้ยื่นข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ คือ การจัดสรรงบประมาณฉุกเฉิน 10,000 ล้านยูโร (หรือราว 390,000 ล้านบาท) สำหรับการบูรณะซ่อมแซมโรงเรียนทั่วประเทศ, การเพิ่มที่นั่งในระดับอุดมศึกษาอีก 150,000 ที่นั่ง และการเร่งเปิดรับบรรจุครูจำนวนมากเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาครูขาดแคลนอย่างยั่งยืน
แม้ว่าการเดินขบวนส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างสงบ แต่ในหลายจุดกลับเกิดเหตุความไม่สงบและการปะทะอย่างดุเดือด มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนจุดไฟเผาถังขยะ ทุบทำลายป้ายรถประจำทาง ขว้างปาสิ่งของและดอกไม้ไฟใส่เจ้าหน้าที่ ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มประท้วง มีโรงเรียนอย่างน้อย 24 แห่งถูกวางเพลิงหรือถูกบุกรุกทำลาย และมีโรงเรียนมากกว่า 500 แห่งต้องปิดให้บริการ ทางตำรวจปราบจลาจลจึงตอบโต้ด้วยการใช้แก๊สน้ำตา กระบอง และกระสุนสำหรับควบคุมฝูงชน
การปะทะส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางร่างกายอย่างน่าตกใจ โดยมีรายงานว่านักเรียนได้รับบาดเจ็บแล้ว 215 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 715 นาย และบุคลากรทางการศึกษาบาดเจ็บอีก 85 คน เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่เมืองล็องส์ เมื่อเด็กชายวัย 15 ปี ต้องสูญเสียมือและแขนบางส่วนหลังการเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจล ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากการหยิบระเบิดควบคุมฝูงชน นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนวัย 14 ปีที่ถูกกระป๋องแก๊สน้ำตายิงเข้าที่ใบหน้าในระยะใกล้จนกระดูกขากรรไกรหัก และฟันหักหลายซี่
ตัวเลขการจับกุมของกระทรวงยุติธรรมฝรั่งเศสระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมไปแล้ว 5,060 คน โดยพบว่า 87% เป็นผู้เยาว์ และถูกดำเนินคดีกว่า 1,800 คน ขณะที่รายงานบางแห่งระบุยอดจับกุมรวมสูงกว่า 6,500 คน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกมาประณามและเรียกร้องให้ทางการยุติการปราบปรามที่เกินกว่าเหตุ ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศสต้องเปิดการสอบสวนภายในจำนวน 10 กรณี เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมมิชอบของเจ้าหน้าที่
แรงกดดันที่ถาโถมทำให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ด้านนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอกอร์นู ได้ประณามความรุนแรงโดยระบุว่า "การเผาโรงเรียนมัธยมไม่ได้ช่วยให้สภาพอาคารเรียนดีขึ้น" พร้อมสั่งการให้รัฐมนตรีจัดทำข้อเสนอแก้ไขปัญหาตารางเรียน 08.00-18.00 น. เพิ่มเวลาพักกลางวัน และเร่งหาครูมาทดแทนภายในสิ้นเดือนตุลาคม รวมถึงสั่งปิดเรียนครึ่งวันช่วงวันพุธถึงศุกร์เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้เปิดเวทีพูดคุยเชิงประชาธิปไตย
เครดิตภาพ : Reuters