ทำไมการออกมาการประท้วง ถึงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส

ทำไมการออกมาการประท้วง ถึงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส

ทำไม 'คนฝรั่งเศส' ถึงประท้วงบ่อย? ย้อนรากวัฒนธรรมการเมืองกว่า 200 ปี เมื่อการลงถนนไม่ใช่แค่ความไม่พอใจ แต่เป็นเครื่องมือต่อรองกับอำนาจรัฐ

SHORT CUT

  • ประวัติศาสตร์ปลูกฝังวัฒนธรรมการต่อต้าน  ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 จนถึงการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 1968 การต่อสู้ของประชาชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางการเมือง และส่งต่อแนวคิดการเรียกร้องสิทธิจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
  • เชื่อว่าการประท้วงสามารถเปลี่ยนนโยบายได้จริง ประสบการณ์ในอดีตที่รัฐบาลต้องถอนหรือปรับเปลี่ยนนโยบายหลังเผชิญแรงกดดัน ทำให้ประชาชนมองว่าการลงถนนและการนัดหยุดงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับผู้มีอำนาจ
  • มีเครือข่ายและค่านิยมที่สนับสนุนการเคลื่อนไหว  สหภาพแรงงาน นักศึกษา ครู และประชาชนสามารถรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ โดยมีแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นแรงสนับสนุน ทำให้การประท้วงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ทำไม 'คนฝรั่งเศส' ถึงประท้วงบ่อย? ย้อนรากวัฒนธรรมการเมืองกว่า 200 ปี เมื่อการลงถนนไม่ใช่แค่ความไม่พอใจ แต่เป็นเครื่องมือต่อรองกับอำนาจรัฐ

ฝรั่งเศสเป็นบ้านเกิดของอุดมการณ์ ‘เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ’ ถูกยกให้เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย แต่ทำไมประเทศนี้จึงมีการประท้วงใหญ่หลายครั้ง เกิดอะไรขึ้นภายในฝรั่งเศสกันแน่ ?หากย้อนมองประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส จะพบว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนเกิดขึ้นหลายครั้ง และมีรากฐานทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน  

เริ่มตั้งแต่การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1830 เมื่อประชาชนลุกฮือต่อต้านพระเจ้าชาร์ลที่ 10 หลังรัฐบาลจำกัดเสรีภาพสื่อและสิทธิทางการเมือง จนนำไปสู่การสละราชบัลลังก์ ต่อมาใน การประท้วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 การเคลื่อนไหวของนักศึกษาได้ขยายตัวเป็นการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของแรงงานทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคน และกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองและสังคมครั้งสำคัญของฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1830

การประท้วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 ของนักศึกษา

ในยุคใหม่ฝรั่งเศสยังคงเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่หลายระลอก ไม่ว่าจะเป็น ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในปี 2018 ซึ่งเริ่มจากความไม่พอใจเรื่องภาษีเชื้อเพลิงและค่าครองชีพ ก่อนขยายไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การประท้วงปฏิรูปบำนาญในปี 2023 ที่ประชาชนคัดค้านการเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 ปี และ การประท้วงของนักเรียนมัธยมในปี 2026 ซึ่งมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาห้องเรียนแออัด การขาดแคลนครู และสภาพอาคารเรียน เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การชุมนุมและการประท้วงบนท้องถนนยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนฝรั่งเศสใช้แสดงออกถึงความไม่พอใจและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม

ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในปี 2018

การประท้วงของนักเรียนมัธยมฝรั่งเศส ปี 2026

แล้วทำไม 'คนฝรั่งเศส' ถึงประท้วงบ่อย?

คำถามนี้ถูกอธิบายไว้อย่างน่าสนใจโดย Émile Chabal ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสร่วมสมัยแห่ง University of Edinburgh ผู้ศึกษาการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของฝรั่งเศสมานานหลายสิบปี

เขาเสนอปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมการประท้วงจึงฝังลึกอยู่ในสังคมฝรั่งเศส

 Émile Chaba

ประการแรก การประท้วงในฝรั่งเศสมีสถานะเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ 'มีเกียรติ' และมีพลังทางสัญลักษณ์

รากของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปไกลอย่างน้อยถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 และตลอดกว่า 200 ปีหลังจากนั้น ฝรั่งเศสผ่านเหตุการณ์ที่ประชาชนธรรมดาลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจหลายครั้ง ตั้งแต่การปฏิวัติ การต่อต้านนาซีของขบวนการ Résistance ไปจนถึงการประท้วงเดือนพฤษภาคม 1968

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ค่อย ๆ สร้างสิ่งที่คล้ายกับ 'mythology' หรือชุดตำนานเกี่ยวกับการประท้วงขึ้นมาในสังคมฝรั่งเศส ทั้งภาพการสร้างแนวกั้นบนถนน คำขวัญ เพลง สัญลักษณ์ และเรื่องราวของคนรุ่นก่อนที่สามารถลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐได้สำเร็จ

นี่คือสิ่งที่ Chabal เรียกว่า 'พลังทางสัญลักษณ์' ของการประท้วง เพราะเมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนรุ่นล่าสุดที่กำลังสานต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อนเคยทำ การออกไปบนถนนก็มีความหมายมากกว่าการเรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ที่สำคัญ คนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยยังมอง 'การประท้วง' ในแง่บวก จากตัวอย่างที่ Chabal ยกขึ้นมา ในช่วงเริ่มต้นของการประท้วงหลายครั้ง ประชาชนส่วนใหญ่กลับเห็นอกเห็นใจผู้ประท้วง เช่น การประท้วงเรื่องบำนาญในปี 2019 ที่ผลสำรวจหลังการนัดหยุดงานดำเนินไปแปดวันพบว่า 68% เห็นว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเหตุผล ขณะที่การประท้วงของเกษตรกรในปี 2024 ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเกือบ 90%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนฝรั่งเศสจำนวนมากไม่ได้มองการออกมาประท้วงว่าเป็นเพียงการสร้างความวุ่นวาย แต่สามารถมองว่าเป็นกิจกรรมที่ 'มีคุณค่าและควรทำ' เมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวเองกำลังถูกกระทบ

ประการที่สอง ฝรั่งเศสมีโครงสร้างการต่อรองที่ทำให้ 'การออกมาประท้วง' สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง

นี่เป็นส่วนที่ดูย้อนแย้งมาก เพราะภาพจำของฝรั่งเศสมักทำให้เราคิดว่าเป็นประเทศที่สหภาพแรงงานทรงอำนาจและมีสมาชิกจำนวนมหาศาล แต่ Chabal ชี้ว่า ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ฝรั่งเศสมีอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศยุโรปตะวันตกหลายประเทศ มีลูกจ้างฝรั่งเศสเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้นที่เป็นสมาชิกสหภาพ ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4

จึงเกิดสถานการณ์แตกต่างจากประเทศอย่างเยอรมนี ที่เพียงสหภาพแรงงานประกาศว่าอาจนัดหยุดงาน ก็สามารถทำให้รัฐบาล นายจ้าง และตัวแทนแรงงานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้

แต่ในฝรั่งเศส การขู่ประท้วงของสหภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่มีน้ำหนักมากพอ สิ่งที่ทำให้รัฐบาลรู้ว่าประชาชนต่อต้านนโยบายมากแค่ไหน จึงกลายเป็น 'จำนวนคนที่ออกมาบนถนน'

ขณะเดียวกัน วิธีบริหารนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสเองก็มีส่วนสร้างวงจรนี้ขึ้นมา Chabal เปรียบเทียบว่า ในบางประเทศ รัฐบาลอาจใช้เวลาหารือและต่อรองกับฝ่ายต่าง ๆ เป็นเวลานานก่อนประกาศนโยบาย แต่รัฐบาลฝรั่งเศสมักมีแนวทางอีกแบบ คือประกาศนโยบายออกมาก่อน แล้วจึงดูว่า 'แรงต่อต้านจะมากแค่ไหน'

หากเสียงต่อต้านไม่รุนแรง รัฐบาลก็เดินหน้าต่อ แต่หากประชาชนออกมาต่อต้านอย่างมหาศาล รัฐบาลก็มีประวัติที่จะถอยหรือยกเลิกนโยบายบางอย่าง

ประการที่สาม วัฒนธรรมการประท้วงของฝรั่งเศสถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง

Chabal เรียกกระบวนการนี้ว่า Intergenerational Knowledge Transfer Methods  หรือการส่งต่อความรู้และยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวระหว่างคนต่างรุ่น

การประท้วงของคนหนุ่มสาวในฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว เพราะมีโครงสร้างทางสังคมหลายระดับคอยเชื่อมต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงาน สหภาพครู องค์กรนักเรียน ผู้ปกครอง และนักเคลื่อนไหวรุ่นก่อน

คนรุ่นใหม่จึงรับรู้ได้ในทางปฏิบัติ ตั้งแต่วิธีจัดการชุมนุม การนัดหยุดเรียน การสร้างเครือข่าย การประสานงาน ไปจนถึงการสร้างแรงสนับสนุนจากสังคม

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของคนหนุ่มสาว ซึ่อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ในฝรั่งเศส การเข้าร่วมการประท้วงแทบจะมีลักษณะคล้าย 'Rite of Passage' หรือพิธีผ่านวัยอย่างหนึ่ง

งานศึกษาปี 2021 ที่เปรียบเทียบนักเรียนในเมืองลียงของฝรั่งเศสกับนักเรียนในเซาท์เวลส์ยังพบว่า นักเรียนฝรั่งเศสมีแนวโน้มเคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองมากกว่าถึง 4 เท่า เคยบอยคอตสินค้าเพื่อเหตุผลทางการเมืองมากกว่าถึง 8 เท่า และเคยเข้าร่วมการเดินขบวนมากกว่าประมาณ 4 เท่า

ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงไปถึงการศึกษา เพราะหลักสูตรฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสิทธิมนุษยชน โดยการปกป้องคุณค่าเหล่านี้อาจรวมถึงการต่อสู้ทางการเมืองด้วย

เมื่อทั้งประวัติศาสตร์ สังคม โรงเรียน สหภาพ และครอบครัวต่างทำให้การประท้วงกลายเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่พบเห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดความไม่พอใจทางการเมือง พวกเขาจะมองการออกไปบนถนนเป็นหนึ่งในทางเลือกตามปกติของการเป็นพลเมือง

เมื่อสามประการนี้มารวมกัน การประท้วงจึงแทบจะกลายเป็นหนึ่งในกลไกของการเมืองฝรั่งเศสไปแล้ว

 

ประเทศที่ประท้วงบ่อย ไม่ได้แปลว่าประชาธิปไตยล้มเหลวเสมอไป

ท้ายที่สุด ฝรั่งเศสก็เหมือนทุกประเทศบนโลก ไม่มีระบบการเมืองใดสวยงามหรือสมบูรณ์แบบอย่างที่ปรากฏในตำรา แต่ละประเทศมีประวัติศาสตร์ โครงสร้างอำนาจ ความขัดแย้ง และปัญหาที่ซับซ้อนเป็นของตัวเอง

ฝรั่งเศสอาจเป็นประเทศแห่ง 'เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ' แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นประเทศที่ต้องถกเถียงอยู่ตลอดว่า อำนาจของรัฐควรมีขอบเขตแค่ไหน ประธานาธิบดีควรมีอำนาจมากเพียงใด และประชาชนจะสามารถรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเองได้อย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนตลอดประวัติศาสตร์หลายร้อยปี คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากมีความตื่นตัวต่อสิทธิของตัวเองสูง และมีความทรงจำร่วมว่าหากไม่เห็นด้วยกับผู้มีอำนาจ พวกเขาสามารถออกมาแสดงออก ต่อต้าน และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้

 

ที่มา : therestispolitics

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related