
SHORT CUT
เมื่อรัฐบาลชะลอเก็บภาษีเดินทางเปิดทางทบทวนผลกระทบ ภาคท่องเที่ยวแนะประเมินภาระรวมของผู้บริโภค หวั่นกระทบการตัดสินใจ ย้ำต้องรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน
ภาษีเดินทางต้องมอง “ภาระรวม” นี่คือเสียงสะท้อนและประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องการส่งสารไปถึงผู้กำหนดนโยบาย หลังจากภาครัฐตัดสินใจชะลอการเดินหน้าจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร การตัดสินใจดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้กลับมาประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เดินทางและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพยังมีความผันผวนสูง การเพิ่มภาระทางการเงินแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้บริโภค ซึ่งในท้ายที่สุดจะย้อนกลับมากระทบต่อบรรยากาศเศรษฐกิจในภาพรวม
ในมุมมองของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม การเพิ่มค่าใช้จ่ายใดๆ แก่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีความโปร่งใสและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา นายโชติช่วง ศูรางกูร ที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด เน้นย้ำว่า การพิจารณาภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางควรตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัด คือ “เก็บทำไม เก็บเมื่อไร และเก็บอย่างไร” การระบุวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนรูปแบบการนำรายได้ไปใช้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดแรงต้านจากผู้เดินทาง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงผู้ที่เดินทางเพื่อธุรกิจ การศึกษา และเยี่ยมเยือนครอบครัว
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการบินที่พุ่งสูง ตลอดจนการแข่งขันที่ดุเดือด ข้อมูลสถิติระบุว่า แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะสะสมอยู่ที่ 24.42 ล้านคน แต่ก็ยังคงมีความท้าทายในการทำยอดให้บรรลุเป้าหมาย 33 ล้านคนในช่วงปลายปี แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนภาพการท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound Tourism) ขณะที่ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางขาออก (Outbound Travel) โดยตรง แต่ภาพรวมทั้งหมดนี้ต่างสะท้อนถึงแรงกดดันด้านความสามารถในการแข่งขัน การพิจารณาภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม จึงต้องมองผลกระทบต่อระบบการเดินทางทั้งระบบอย่างลึกซึ้ง
เมื่อตลาดมีการแข่งขันสูงและผู้ประกอบการไม่อาจผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด ธุรกิจจึงต้องมองหาทางเลือกอื่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การจับมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จึงกลายเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ การมอบข้อเสนอที่สร้างความคุ้มค่า ความสะดวกรวดเร็วในการชำระเงิน และสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
นอกเหนือจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และเพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดพร้อมมอบทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่นักเดินทาง
ท้ายที่สุดนี้ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด ได้ทำงานร่วมกับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มาอย่างต่อเนื่อง โดยฐานสมาชิกและช่องทางการสื่อสารของเคทีซีช่วยให้บริษัทเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจการท่องเที่ยวได้ตรงขึ้น พร้อมเพิ่มทางเลือกด้านการชำระเงินและสิทธิประโยชน์ตามแคมเปญให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา
“ในภาวะที่ต้นทุนสูงขึ้น แต่ธุรกิจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด การแข่งขันจึงไม่ควรอยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการต้องสร้างทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และข้อเสนอที่ตรงกับลูกค้า การมีพันธมิตรที่ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดและทางเลือกในการชำระเงิน จึงเป็นอีกส่วนสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง