เปิดพฤติการณ์ 'ฟอกเงินข้ามโลก' ซ่อนเงินในแบงก์-กองทุน ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นใหญ่ใน SET

เปิดพฤติการณ์ 'ฟอกเงินข้ามโลก' ซ่อนเงินในแบงก์-กองทุน ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นใหญ่ใน SET

แฉเส้นทางเงินบาปเครือข่ายข้ามโลก ซุกธนาคาร-กองทุนต่างชาติ โยกกลับช้อนซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ใน SET ปปง.-ตำรวจยึดอายัดทรัพย์กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท

SHORT CUT

  • เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์มาฟอกผ่านธนาคารในกัมพูชาและกองทุนในสิงคโปร์เพื่อปกปิดที่มา
  • เงินที่ถูกฟอกแล้วจะถูกแปรสภาพเป็น "เงินลงทุนจากต่างประเทศ" เพื่อนำกลับเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • ขบวนการนี้มีผู้ต้องหาหลัก 7 ราย นำโดย 'เบน สมิธ' ซึ่งมีประวัติอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ
  • เจ้าหน้าที่ไทยร่วมกับทางการสิงคโปร์สามารถทลายเครือข่ายและอายัดทรัพย์สินได้กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

แฉเส้นทางเงินบาปเครือข่ายข้ามโลก ซุกธนาคาร-กองทุนต่างชาติ โยกกลับช้อนซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ใน SET ปปง.-ตำรวจยึดอายัดทรัพย์กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 90 นาย เปิดปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติครั้งใหญ่ หลังสืบสวนพบเส้นทางเงินบาปซุกซ่อนผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาแปรสภาพเป็น "เงินลงทุนต่างชาติ" ช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

เปิดชื่อ 7 ตัวละครหลัก แบ่งหน้าที่ฟอกเงินแยบยล

จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบผู้ร่วมขบวนการหลัก 7 ราย ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน

  1. นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี: ผู้ตัดสินใจและสั่งการหลัก 
  2. นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี: ผู้ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นท่อส่งเงิน 
  3. นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี: บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน 
  4. นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี: ถือผลประโยชน์แทน (นอมินี) 
  5. นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี: ถือผลประโยชน์แทน (นอมินี) 
  6. นายโคปิง/ไคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี: ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร 
  7. นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี: ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร 

โดยผู้ต้องหาลำดับที่ 1–6 หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว ส่วนลำดับที่ 7 ดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน, สมคบฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต.

เปิดพฤติการณ์ 'ฟอกเงินข้ามโลก' ซ่อนเงินในแบงก์-กองทุน ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นใหญ่ใน SET

 

'เบน สมิธ' จากนายหน้าต้องห้าม สู่หัวหน้าเครือข่าย

ตัวการสำคัญอย่าง เบน สมิธ มีประวัติอาชญากรรมทางการเงินในต่างประเทศ โดยเคยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาปี 2559 ได้เข้ามาหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในไทย จนศาลอาญาออกหมายจับและตำรวจสากลออกหมายแดง หลังจากนั้น นายเบนได้จับมือกับนายยิม สัญชาติกัมพูชา ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่อส่งเงินหลักของเครือข่าย

สเต็ปที่ 1 (ปี 62-64) ตั้งนิติบุคคลบังหน้า ถ่ายเทเงินแก๊งออนไลน์

ในช่วงแรก เครือข่ายนี้ใช้วิธีนำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ เข้าบัญชีส่วนตัว บัญชีคนในครอบครัว และบริษัทนอมินีที่ตั้งขึ้นบังหน้า โดยให้ภรรยาถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่นายยิมและนางสาวแคทรียาไม่เคยยื่นภาษีตั้งแต่ปี 2558 เงินถูกถ่ายเทสลับซับซ้อน จนกระทั่งช่วงต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องเริ่มถูกทางการอายัด

เปิดพฤติการณ์ 'ฟอกเงินข้ามโลก' ซ่อนเงินในแบงก์-กองทุน ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นใหญ่ใน SET

สเต็ปที่ 2-3 (ปี 65-68) ซุกกองทุนสิงคโปร์ ตบตาเป็นธุรกรรมปกติ

เมื่อบัญชีในไทยถูกอายัด เครือข่ายจึงเปลี่ยนแผนในสเต็ปที่ 2 (ปี 65-66) โดยโอนเงินตรงจากกัมพูชาเข้าบัญชีเครือข่ายในไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน และเข้าสู่สเต็ปที่ 3 (ปี 67-68) โดยใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้ากองทุน CAI ในประเทศสิงคโปร์ สร้างฉากหน้าให้ดูเหมือนธุรกรรมการเงินตามปกติระหว่างธนาคารกับกองทุนต่างประเทศ 

 

แปรสภาพเป็น 'ทุนต่างชาติ' ช้อนซื้อหุ้นใหญ่ SET

เป้าหมายสุดท้ายของเงินบาปหลายหมื่นล้านบาท คือการแปรสภาพกลับเข้ามาในไทยในรูป 'เงินลงทุนจากต่างประเทศ' แล้วนำไปเข้าถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่เจ้าหน้าที่ไทยร่วมกับทางการสิงคโปร์ (MAS) เจาะลึกโครงสร้างกองทุน จนแกะรอยพบว่า 'ผู้รับประโยชน์แท้จริง' และแหล่งเงินทุนทั้งหมด ก็คือเครือข่ายของนายเบน และนายยิมนั่นเอง

ปฏิบัติการกวาดล้าง ยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท

ปปง. มีคำสั่งยึดอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายนี้ไว้ชั่วคราว คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14,808 ล้านบาท พร้อมยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์หรู เงินฝากธนาคาร และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าค้นเป้าหมาย 4 จุด ยึดของกลางสำคัญ เช่น สัญญากู้ยืมและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารกองทุน 6 แฟ้ม สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เก็บคริปโท Ledger พร้อมตัวยืนยันตัวตน 3 เครื่อง เพื่อขยายผลต่อไป

ภัยเงียบอาชญากรรมยุคใหม่ เมื่อเงินผิดกฎหมายยึดหุ้นที่เราใช้บริการ

คดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติ เงินผิดกฎหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไป แต่มันถูกฟอกหลายชั้นจนกลายเป็น 'นักลงทุนต่างชาติ' เข้าถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ประชาชนนับล้านใช้งานในชีวิตประจำวัน การทลายเครือข่ายครั้งนี้จึงเป็นการปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : infoquest

related