
SHORT CUT
แฉเส้นทางเงินบาปเครือข่ายข้ามโลก ซุกธนาคาร-กองทุนต่างชาติ โยกกลับช้อนซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ใน SET ปปง.-ตำรวจยึดอายัดทรัพย์กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 90 นาย เปิดปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติครั้งใหญ่ หลังสืบสวนพบเส้นทางเงินบาปซุกซ่อนผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาแปรสภาพเป็น "เงินลงทุนต่างชาติ" ช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบผู้ร่วมขบวนการหลัก 7 ราย ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
โดยผู้ต้องหาลำดับที่ 1–6 หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว ส่วนลำดับที่ 7 ดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน, สมคบฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต.
ตัวการสำคัญอย่าง เบน สมิธ มีประวัติอาชญากรรมทางการเงินในต่างประเทศ โดยเคยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาปี 2559 ได้เข้ามาหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในไทย จนศาลอาญาออกหมายจับและตำรวจสากลออกหมายแดง หลังจากนั้น นายเบนได้จับมือกับนายยิม สัญชาติกัมพูชา ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่อส่งเงินหลักของเครือข่าย
ในช่วงแรก เครือข่ายนี้ใช้วิธีนำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ เข้าบัญชีส่วนตัว บัญชีคนในครอบครัว และบริษัทนอมินีที่ตั้งขึ้นบังหน้า โดยให้ภรรยาถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่นายยิมและนางสาวแคทรียาไม่เคยยื่นภาษีตั้งแต่ปี 2558 เงินถูกถ่ายเทสลับซับซ้อน จนกระทั่งช่วงต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องเริ่มถูกทางการอายัด
เมื่อบัญชีในไทยถูกอายัด เครือข่ายจึงเปลี่ยนแผนในสเต็ปที่ 2 (ปี 65-66) โดยโอนเงินตรงจากกัมพูชาเข้าบัญชีเครือข่ายในไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน และเข้าสู่สเต็ปที่ 3 (ปี 67-68) โดยใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้ากองทุน CAI ในประเทศสิงคโปร์ สร้างฉากหน้าให้ดูเหมือนธุรกรรมการเงินตามปกติระหว่างธนาคารกับกองทุนต่างประเทศ
เป้าหมายสุดท้ายของเงินบาปหลายหมื่นล้านบาท คือการแปรสภาพกลับเข้ามาในไทยในรูป 'เงินลงทุนจากต่างประเทศ' แล้วนำไปเข้าถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่เจ้าหน้าที่ไทยร่วมกับทางการสิงคโปร์ (MAS) เจาะลึกโครงสร้างกองทุน จนแกะรอยพบว่า 'ผู้รับประโยชน์แท้จริง' และแหล่งเงินทุนทั้งหมด ก็คือเครือข่ายของนายเบน และนายยิมนั่นเอง
ปปง. มีคำสั่งยึดอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายนี้ไว้ชั่วคราว คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14,808 ล้านบาท พร้อมยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์หรู เงินฝากธนาคาร และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าค้นเป้าหมาย 4 จุด ยึดของกลางสำคัญ เช่น สัญญากู้ยืมและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารกองทุน 6 แฟ้ม สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เก็บคริปโท Ledger พร้อมตัวยืนยันตัวตน 3 เครื่อง เพื่อขยายผลต่อไป
คดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติ เงินผิดกฎหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไป แต่มันถูกฟอกหลายชั้นจนกลายเป็น 'นักลงทุนต่างชาติ' เข้าถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ประชาชนนับล้านใช้งานในชีวิตประจำวัน การทลายเครือข่ายครั้งนี้จึงเป็นการปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ที่มา : infoquest