
SHORT CUT
‘รังสิมันต์ โรม’ ชมอายัด 2.6 หมื่นล้านคดีประวัติศาสตร์ แต่ติงออกหมายจับ ‘เบน สมิธ’ ล่าช้า เปิดช่องยักย้ายทรัพย์-หลบหนี จี้ขยายผลล้างเครือข่ายนักการเมือง
การผนึกกำลังแถลงข่าวของตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), ปปง. และ ก.ล.ต. ในการยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติมูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย โดยพบพฤติการณ์โยกเงินฟอกข้ามชาติผ่านแบงก์กัมพูชา เข้ากองทุนสิงคโปร์ ก่อนกว้านซื้อหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยเฉพาะการถือหุ้นใหญ่ใน VGI เกิน 25% โดยไม่ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ตามกฎหมาย ซึ่ง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand มองในแง่บวกว่าเป็นตัวอย่างสำคัญในการลงโทษผู้ที่คิดใช้ตลาดทุนไทยเป็นดินแดนฟอกเงิน
แม้ยอดการยึดทรัพย์จะสูง แต่ 'โรม' ได้ตั้งข้อสังเกตถึงรอยโหว่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมว่า การออกหมายจับและหมายแดงมีความล่าช้าอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ปปง. เข้าไปยึดอายัดทรัพย์สินก่อน แต่กลับไม่มีการออกหมายจับไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ผู้ต้องหาหลักมีเวลาเตรียมตัว ยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินออกไปบางส่วน และกระทบต่อโอกาสในการนำเงินมาเยียวยาประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์
'โรม' ตั้งข้อสงสัยว่า สาเหตุที่กระบวนการล่าช้าอาจเกิดจากคอนเน็กชั่นอันกว้างขวางของผู้ต้องหา ทั้งกรณีบุคคลและบริษัทที่เคยลงชื่อสนับสนุนให้นายเบน สมิธ ได้สัญชาติไทย ตลอดจนเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง เช่น เรื่องเครื่องบินเจ็ทที่รัฐมนตรีคนหนึ่งเคยซื้อ รวมถึงกรณีอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่มีชื่อโยงกับธนาคาร B.I.C. ซึ่งสหรัฐฯ เคยเสนอให้คว่ำบาตร แต่กระบวนการตรวจสอบของไทยกลับดูเหมือนละเว้นและปล่อยผ่านนักการเมืองกลุ่มนี้ไปอย่างน่าสงสัย
การที่รัฐบาลเพิ่งมารีบเปิดเผยผลงานคดีนี้ ทั้งที่ข้อมูลมีมานานแล้ว ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อดักทางศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่องทุนสีเทามาโจมตี คดีนี้จึงไม่ได้จบแค่การยึดทรัพย์ แต่เป็นบทพิสูจน์วัดใจ ก.ล.ต., ป.ป.ช. และรัฐบาลว่าจะขยายผลล้างบางเครือข่ายนักการเมืองเบื้องหลังจริงจัง หรือเป็นเพียงการแถลงข่าวตัดตอนเพื่อปกป้องคนกันเอง
ที่มา : เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand