
SHORT CUT
คนไทยคุ้นเคยกับการบริจาคตั้งแต่ทำบุญที่วัดจนถึงช่วยเหลือผู้ประสบภัย อะไรทำให้การให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเหตุใดความเชื่อเรื่องบุญจึงมีบทบาทสำคัญ
ประเทศไทยเป็นสังคมที่การบริจาคเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การหยอดเงินลงตู้บริจาคตามวัด การร่วมทำบุญสร้างศาสนสถาน การบริจาคให้โรงพยาบาล ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านองค์กรการกุศลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในสังคม ก็มักเห็นการเปิดรับบริจาคเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอยู่เสมอ
วัฒนธรรมดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีองค์กรการกุศล มูลนิธิ และหน่วยงานสาธารณประโยชน์จำนวนมากที่ดำเนินงานโดยอาศัยเงินบริจาคจากประชาชนเป็นแหล่งทุนสำคัญ บางองค์กรสามารถระดมเงินบริจาคและสะสมทรัพยากรเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการช่วยเหลือสังคมไทย ขณะเดียวกันก็ทำให้การบริจาคกลายเป็นพฤติกรรมที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยและพร้อมที่จะลงมือทำเมื่อมีโอกาส
ข้อมูลจาก Charities Aid Foundation (CAF) ในรายงาน World Giving Report แสดงให้เห็นภาพวัฒนธรรมการให้ของประเทศไทย โดยประชากรไทย 61% เคยให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง 46% เคยบริจาคให้การกุศล 17% เคยให้เงินแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง และ 32% เคยบริจาคผ่านช่องทางทางศาสนา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการให้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมของคนไทย และการบริจาคผ่านศาสนาก็เป็นช่องทางสำคัญช่องทางหนึ่ง
อะไรทำให้การให้เงินหรือสิ่งของแก่ผู้อื่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คำตอบสำคัญส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่ความเชื่อทางพุทธศาสนา ซึ่งทำให้การบริจาคไม่ได้มีความหมายเพียงการช่วยเหลือผู้อื่น แต่ยังเป็นการสร้างบุญและทำความดีให้แก่ตนเองด้วย
ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการให้ทานและการสั่งสมบุญ ในสังคมไทย การถวายเงินหรือสิ่งของแก่พระสงฆ์และวัดไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการสนับสนุนองค์กรทางศาสนา แต่ยังเป็นการปฏิบัติทางศาสนาที่มีความหมายต่อผู้ให้ด้วย
แนวคิดเรื่องการให้ทาน หรือ Dana เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญในพุทธศาสนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสละทรัพย์สินและแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ยึดติดกับสิ่งของของตนเอง การทำบุญด้วยการบริจาคจึงกลายเป็นกิจกรรมที่คนไทยสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ถวายสังฆทาน บริจาคเงินสร้างวัด หรือช่วยเหลือผู้ยากไร้
งานวิจัยเรื่อง Religious beliefs, religious participations, and religious donations: A quantitative investigation from the case of Thai Buddhists ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Human Behavior in the Social Environment เมื่อปี 2025 เป็นการศึกษาพฤติกรรมของชาวพุทธไทย โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจระดับประเทศของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 50,000 คน เพื่อดูว่าความเชื่อทางศาสนา การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และการบริจาคเงิน มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนามากกว่ามีแนวโน้มบริจาคเงินเพื่อศาสนาในจำนวนที่มากกว่าผู้ที่มีความศรัทธาน้อยกว่า
อีกหนึ่งปัจจัยคือบทบาทของวัดและชุมชนที่ทำให้การบริจาคกลายเป็นกิจกรรมที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในอดีตวัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมประเพณี และเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะได้
การบริจาคจึงไม่ได้หมายถึงแค่การถวายเงินให้พระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการร่วมทำบุญสร้างศาลา ซ่อมแซมวัด สนับสนุนงานประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการช่วยเหลือคนในชุมชน เช่น การบริจาคเงินให้ครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน หรือการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในงานศพ
นอกเหนือจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว การบริจาคยังเป็นวิธีที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
การบริจาคเงินหรือสิ่งของเป็นวิธีที่ผู้คนสามารถลงมือช่วยเหลือได้ทันที แม้จะไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ประสบภัยด้วยตนเองก็ตาม ขณะที่องค์กรการกุศลและมูลนิธิทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมทรัพยากรและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการ
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การบริจาคหยั่งรากลึกในสังคมไทย เพราะเมื่อการให้สามารถตอบสนองได้ทั้งความเชื่อ ความศรัทธา และความต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การบริจาคจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่คนไทยจำนวนมากพร้อมจะปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่มา : Charities Aid Foundation (CAF), World Giving Report,
ข่าวที่เกี่ยวข้อง