
SHORT CUT
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. 2026 เดิมพันชี้ชะตารัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและทิศทางนโยบาย 2 ปีสุดท้าย**
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ กำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นหมุดหมายทางการเมืองครั้งสำคัญที่จัดขึ้นกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี 4 ปี[3] การเลือกตั้งรอบนี้ไม่ใช่เพียงการวัดกระแสความนิยมของประชาชนต่อผลงานที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังเป็นศึกเดิมพันชี้ชะตาอำนาจบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ว่าจะสามารถผลักดันนโยบายตามที่หวังไว้ได้ราบรื่นหรือไม่
ตามกฎหมายการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1845 สหรัฐฯ กำหนดให้วันเลือกตั้งทั่วไปตรงกับวันอังคารแรกถัดจากวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 วิถีชีวิตเกษตรกรรมทำให้เดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว สำหรับรูปแบบการลงคะแนน ประชาชนสามารถเดินทางไปที่หน่วยเลือกตั้งหรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ โดยมี 8 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ใช้นวัตกรรมจัดส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ให้ผู้มีสิทธิทุกคนโดยอัตโนมัติ
หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอม คือการแย่งชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต โดยมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 435 ที่นั่ง ซึ่งมีวาระ 2 ปี ขณะที่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง เนื่องจาก สว. มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และจะทยอยผลัดเปลี่ยนเลือกตั้งทีละหนึ่งในสาม
ในวุฒิสภาชุดปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองอยู่ 53 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครตมี 45 ที่นั่ง และมีสมาชิกอิสระ 2 คนที่ร่วมกลุ่มกับเดโมแครต (รวมเป็น 47 เสียง) หากพรรคเดโมแครตหวังจะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา จะต้องรวบรวมเสียงให้ได้อย่างน้อย 51 เสียง เพราะหากคะแนนออกมาเสมอกันที่ 50 ต่อ 50 เสียง รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดให้รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ จากรีพับลิกัน ในฐานะประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงคะแนนชี้ขาด
นอกจากสมาชิกรัฐสภาแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ยังครอบคลุมตำแหน่งบริหารระดับรัฐและท้องถิ่น โดยมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ (จากปัจจุบันที่รีพับลิกันครองอยู่ 26 รัฐ) อัยการสูงสุดประจำรัฐ 30 รัฐ รวมถึงการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเมืองใหญ่อย่างน้อย 22 เมืองจาก 100 เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมียอดผู้มาใช้สิทธิรวมมากกว่า 100 ล้านคน
หากพรรคเดโมแครตชนะเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งได้สำเร็จ รัฐบาลทรัมป์จะต้องเผชิญภาวะ 'สภาเห็นต่าง' ซึ่งจะเพิ่มอุปสรรคต่อการผ่านกฎหมายอย่างมาก อีกทั้งเดโมแครตยังสามารถใช้กลไกคณะกรรมาธิการสภาเพื่อเปิดศึกตรวจสอบรัฐบาล ทั้งประเด็นข้อกล่าวหาทุจริต การสร้างห้องจัดเลี้ยงใหม่ในทำเนียบขาว หรือมาตรการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แต่หากรีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ ทรัมป์ก็พร้อมขับเคลื่อนนโยบายได้ต่อเนื่อง
ผลการเลือกตั้งกลางเทอม 2026 ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางบริหารประเทศของทรัมป์ในอีก 2 ปีข้างหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดกระแสความนิยมที่พรรคการเมืองจะนำไปปรับกลยุทธ์สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2028 โดยการรายงานผลในประเทศไทยจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป