ที่ทาง 'สื่อเพื่อสันติภาพ' ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

ที่ทาง 'สื่อเพื่อสันติภาพ' ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แนวคิด 'วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ' หรือ Peace Journalism จะถูกนำมาใช้อย่างไรได้บ้าง

ท่ามกลางความขัดแย้งทั่วภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน จากกระแสความคิดทางการเมืองแบบสุดโต่ง, ขบวนการ IO และความท้าทายจากอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่มักจะให้รางวัลแก่คอนเทนต์ที่สร้างความเกลียดชัง กลายเป็นเทรนด์ Rage Bait (เนื้อหาที่กระตุ้นให้คนโกรธ หรือไม่พอใจ เพื่อให้ผู้คนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหานั้น ๆ ด้วยเป้าหมายในการสร้างเอนเกจเมนต์ ที่แปลงเป็นรายได้อีกที)

คำว่า ‘วารสารศาสตร์สันติภาพ’ หรือ Peace Journalism จึงถูกหยิบขึ้นมาพูดกันอีกครั้ง โดยหวังว่าวงการสื่อสารมวลชนของไทย จะหยิบไปใช้เพื่อลดความขัดแย้ง มุ่งแสวงหาสาเหตุและจุดร่วมบางอย่าง

ย้อนกลับไป ช่วงปี 2547–2549 ภาพข่าวจากสามจังหวัดชายแดนใต้ถูกนำเสนอแต่ความรุนแรง เหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ และระเบิดรายวัน ถูกรายงานเป็นประเด็นสงครามที่มีแค่ขาวกับดำ จนนักวิชาการและคนทำงานสื่อจำนวนหนึ่งต้องลุกขึ้นมาทบทวนการรายงานข่าว

นั่นคือที่มาของการพูดถึง วารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) อย่างเป็นระบบในสังคมไทย มีงานวิจัย การอบรม คู่มือ และศูนย์ข่าวที่จับคู่นักข่าวส่วนกลางกับคนในพื้นที่ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและเรื่องอื่นเข้ามากลบ แนวคิดนี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากหน้าสื่อ

วันนี้ ความรุนแรงดีดกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสขวาทั่วโลก ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ทำให้สังคมกลับไปมองโลกแบบขาว–ดำ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และระบบนิเวศสื่อที่ถูกโซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมเปลี่ยนไป (Disruption) คำถามคือ ในวันที่ความเกลียดชังเดินทางเร็วกว่าข้อเท็จจริง หลักคิดแบบ Peace Journalism ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?

เราชวน ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้อยู่ในทีมวิจัยด้านการสื่อสารกับความขัดแย้งชุดแรก ๆ ของไทย และนวลน้อย ธรรมเสถียร อดีตผู้สื่อข่าว BBC ที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้ รวมถึงความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ มาพูดคุยเพื่อทบทวนและหาหนทางเดินต่อไปของ 'วารสารศาสตร์สันติภาพ'

จุดเริ่มต้น ‘การสื่อสารเพื่อสันติภาพ’ ในไทย

อ.กุสุมา เล่าย้อนความเป็นมาว่า Peace Journalism ในไทยเริ่มจากงานวิจัยที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนให้ศึกษาแนวทางการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเธออยู่ในทีมวิจัยด้วย แต่งานกลับถูก ‘ชะลอ’ การเผยแพร่ เพราะสังคมไทยในเวลานั้นยัง ‘กลัว’ ที่จะพูดถึงเรื่องนี้

ก่อนที่แนวคิดจะถูกหยิบกลับมาอีกครั้งในช่วงคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) แล้วต่อยอดเป็นการอบรมนักข่าว, ศูนย์ข่าวอิศราภาคใต้, บทบาทของไทยพีบีเอส และคู่มือของสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ฯ แก่นของแนวคิดนี้ อ.กุสุมา อธิบายว่า คือการเปลี่ยนวิธีมองประเด็นข่าว

"มันไม่ใช่การรายงานตัวเหตุการณ์ แต่มันคือการรายงานความขัดแย้ง มันไม่ใช่การรายงานความรุนแรง แต่มันคือการรายงานเหตุของความรุนแรง เงื่อนไขของความรุนแรง เพื่อทำให้คนไม่ได้สนใจแค่เพียงว่าใครจะชนะ ใครจะแพ้"

ตรงข้ามกับ 'วารสารศาสตร์สงคราม' (War Journalism) ที่มองทุกอย่างเป็น 'พวกเรา' กับ 'พวกเขา' ซึ่งเธอบอกว่า "พอเป็นคนอื่นปั๊บ กำจัดได้ อันนี้มันเป็นโมเมนตัมของการใช้ความรุนแรง"

Peace Journalism ซึ่งหยิบเครื่องมือมาจากสาขาสันติศึกษาของ โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) จึงชวนให้สื่อมองเห็น 'ตัวแสดง' (Actor) ทั้งหมดในความขัดแย้ง ทั้งฝ่ายที่ช่วยคลี่คลาย และ 'ตัวป่วน' (Spoiler) เพื่อให้รู้เท่าทันว่าใครกำลังปั่น และใครกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติวิธี

"อย่างน้อยคือประชาชนไม่ลุกขึ้นมาจับอาวุธแล้วไปฆ่ากันแบบในรวันดา" อ.กุสุมาระบุ

หลักการฟังดูเรียบง่าย แต่นวลน้อย ธรรมเสถียร อดีตผู้สื่อข่าว BBC ซึ่งลงพื้นที่มาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในช่วงแรก ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติยากกว่านั้นมาก

นวลน้อยเล่าว่า นักข่าวส่วนกลางในยุคนั้นรวมถึงตัวเธอเอง ทำงานแบบ 'พาราชูต' (Parachute Journalism) คือ 'โดดร่ม' ลงไปทำข่าว แล้วกระโดดกลับออกมาเขียน โดยไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง และสิ่งที่ติดตัวลงไปด้วยเสมอคือกรอบคิดของตัวเอง

"อุปสรรคอันแรกของเราคือตัวเราเอง และเราในฐานะที่เป็นคนไทย เราจะสามารถแยกตัวเองออกมาจากความเป็นชาตินิยม ความรู้สึกแบ่งแยก ได้หรือไม่ พวกเราในฐานะสื่อมืออาชีพ เราต่างบอกว่าเราทำได้ แต่เชื่อเถอะ หลายคนทำไม่ได้"

นวลน้อยย้อนอดีตว่า บางคนเจอหน้าแหล่งข่าวก็ถามว่า "เอาระเบิดมาหรือเปล่า" โดยไม่คิดเลยว่าคนที่ถูกถามรู้สึกอย่างไร

อีกด้านหนึ่ง คนในพื้นที่เองก็ยังขาดทักษะในการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง ขณะที่แหล่งทุนในประเทศแทบไม่สนับสนุนสื่อในพื้นที่ เพราะกลัวว่าคนเหล่านี้จะกลายไปเป็นกระบอกเสียงให้กับขบวนการ

ในมุมของ อ.กุสุมา โจทย์ใหญ่ของนักข่าว คือการรู้จักเหตุของปัญหาและเข้าใจในบริบทของพื้นที่ คือการกะเทาะตัวเองยังเป็นโจทย์ของนักข่าวทุกยุค

"คนทำงานสื่อเองต้องกะเทาะภายในของตัวเองให้ได้ก่อน คุณเข้าใจตัวเองหรือเปล่าว่าตัวเองกำลังมีชุดความคิดอะไรอยู่ อ่านตัวเองให้ออกก่อน แล้วกรอบคิดของวารสารศาสตร์มันขัดกับตัวเองไหม แล้วเราจะทะลุกรอบมันไปได้ไหม"

 

ทำไม Peace Journalism จึงเลือนหายไป ?

อ.กุสุมามองว่า หากเป็นกรณีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนคิดว่า สถานการณ์มันดีขึ้นแล้วหลังเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (Peace Dialogue) ในปี 2556 ความรุนแรงค่อย ๆ ลดลง ฝ่ายความมั่นคงเองก็ปรับมาใช้แนวทาง ‘สองขา’ คือความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา

แต่ตั้งแต่ราวปี 2564 ความรุนแรงขยับขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการปิดล้อมตรวจค้นและคดีความ

"กดปราบเมื่อไหร่ มันก็มีแรงต้าน ผู้ที่เห็นต่างเขาก็ไม่ได้สลายไป แต่เพราะกระบวนการสันติภาพมันมีพื้นที่ให้เขา เขาก็ไปใช้พื้นที่ตรงนั้นในทางการเมือง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามกระบวนการทางการเมืองมันถูกปิด เขาก็พร้อมที่จะกลับมาใช้กระบวนการทางอาวุธได้"

เมื่อบวกกับกระแสขวาทั่วโลกและ IO ที่เข้ามากระตุ้นกระแสชาตินิยมและแนวทางความมั่นคงนำ จึงได้รับเสียงตอบรับมากขึ้น วารสารศาสตร์สันติภาพ จึงเป็นของไม่อร่อย ไม่เผ็ดร้อน ต้องความต้องการกับอารมณ์ของสาธารณชน ณ ช่วงเวลานั้น

สำหรับนวลน้อย มองภาพเดียวกันจากมุมคนทำข่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงค่อย ๆ ขยายวงการดูแล "ไม่ใช่เรื่องพื้นที่ในเชิงกายภาพ แต่ขยายพื้นที่การดูแลในเขตที่เป็นนามธรรมที่เรามองไม่เห็นทั้งการต่อสู้ผ่านสื่อ และการใช้กฎหมายไล่ปิดพื้นที่ทางการเมือง”

อ.กุสุมาเปรียบว่า ในช่วงแรก คำอย่าง 'สันติภาพ' หรือ 'พหุวัฒนธรรม' เคยเป็น 'ร่ม' ที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน เป็นเซฟโซนให้คนเข้าไปเคลื่อนไหว

"พอพูดเรื่องสันติภาพ มันก็เป็นสันติภาพแบบที่มีการกำหนดกรอบมา แบบสันติภาพที่พูดอะไรที่มันเห็นต่างก็ไม่ได้ ดังนั้นไอ้ร่มที่มันเคยกางกันมา พอมาถึงตอนนี้ไอ้ร่มนี้มันค่อย ๆ เล็กลง"

ผลคือ สื่อในพื้นที่ที่เคยรายงานความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน ตอนนี้พวกเขาก็ไม่กล้ารายงานกันแล้ว เพราะว่าเขาถูกเล่นงานทางกฎหมาย ฝ่ายความมั่นคงยังยึดว่าความจริงมีหนึ่งเดียว และต้องมาจากรัฐ ใครนำเสนอต่างไปก็เสี่ยงถูก IO โจมตีว่าเป็น แนวร่วม

ความท้าทายอีกชั้นคือระบบนิเวศการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ทั้งในโลกจริงหรือโลกเสมือน

อ.กุสุมาเล่าว่า สมัยก่อนถ้าสำนักข่าวใหญ่เอาด้วยกับ Peace Journalism ก็ถือว่าไปได้ แต่วันนี้มันคุมไม่ได้เลยเพราะใครมีทรัพยากรคนนั้นชนะ เรตติ้งและเอนเกจเมนต์ที่ผูกกับรายได้กลายเป็นแรงจูงใจหลัก

"คำว่า Mass หรือมวลชน มันไม่ใช่เป็นมวลเป็นก้อน แต่มันเป็น Pixel (จุดเล็ก ๆ) เป็น Fragment (เศษเสี้ยว) คือแตกออก ขึ้นอยู่ว่าอัลกอริทึมมันจับ Pixel เหล่านี้เป็นกลุ่มเป็นก้อนในแบบไหน อันนี้แหละคือส่วนที่ Peace Journalism (วารสารศาสตร์สันติภาพ) ต้องทำงานหนัก"

ปัจจุบันไทยมีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค เช่น เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความขัดแย้งทางทรัพยากรทางภาคเหนือ ฯลฯ บางส่วนถูกขยายไปบนโลกออนไลน์

อ.กุสุมาเสนอทางออกในมุมของอาจารย์ไม่ใช่การปฏิเสธอัลกอริทึม แต่ต้องเล่นกับมันให้เป็น

"อัลกอริทึมมันคือเครื่องมือ อยู่ที่การใช้ว่าเราจะเป็นนายมัน หรือมันจะเป็นนายเรา เราก็ต้องทำให้ message มันมีพลังและมีความหมายเพียงพอที่ทำให้ความคิดของคนมาเกาะเกี่ยวกันได้ ไม่นับ IO นะ IO มันผิดธรรมชาติ มันใช้อัลกอริทึมแบบผิดธรรมชาติด้วยการ fake ความเห็นสาธารณะ"

อ.กุสุมามองว่าโจทย์จึงอยู่ที่การสร้างพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) และการรู้เท่าทันสื่อที่ไปไกลกว่าการตรวจสอบข่าวปลอม (Fact-checker) คือทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร

 

แล้ว Peace Journalism ต้องเปลี่ยนแก่นแนวคิดหรือไม่ ?

อ.กุสุมายืนยันว่าไม่ หลักคิดทางวารสารศาสตร์มันเป็นจรรยาบรรณ มันเป็นวิชาชีพ แก่นของมันไม่ได้เปลี่ยน" ทั้งความจริง การให้เสียงแก่ผู้ไร้เสียง (Voiceless) ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเปิดเผยความไม่เป็นธรรม

สิ่งที่เปลี่ยนได้คือ Storytelling หรือ "วิธีในการที่จะทำให้มันอร่อย" นี่คือช่องว่างที่ Peace Journalism ต้องเข้าไปเติม ที่สำคัญ ในยุคที่ข่าวทุกชิ้นถูกคว้า ไปปั่นต่อได้ สื่อต้องคิดถึงผลที่ตามมา (Consequence) มากกว่าเดิม

อีกทางหนึ่งคือการหา 'จุดร่วม' (Common Ground) ให้เห็นว่าคนทั้งประเทศมีปัญหาร่วมกัน ทั้งระบบสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจ เช่น การประท้วงโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชน แต่กลับไม่มีการรับฟังความเห็นอย่างมากเพียงพอ

สำหรับกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.กุสุมา สรุปว่า 20 ปีก่อน โจทย์คือทำให้สังคมไทยเข้าใจปัญหา แต่วันนี้คำถามใหม่คือ ทำไมปัญหานี้ยี่สิบปีแล้วยังแก้ไม่ได้ เคยมีงานวิจัยระบุว่า เป็นเพราะ ชาวบ้านชินไปแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"คำถามคือแล้วเราจบอยู่แค่นี้เหรอ คำว่าชินแปลว่าโอเคแล้วเหรอ ไม่ใช่ ชินแปลว่าความรุนแรงมันยังอยู่นะ เพียงแต่ว่ามันต้องอยู่ให้ได้"

ในมุมของอาจารย์ สิ่งที่ผ่านมาอาจแก้ได้เพียง 'ความรุนแรงทางกายภาพ' แต่ 'ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง' ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกถูกกดทับทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทางการเมือง ยังไม่ถูกแก้ ความรุนแรงจึงดีดกลับมาอีกครั้ง

ถึงอย่างนั้น อ.กุสุมายังเชื่อมั่น เพราะปลายทางของความขัดแย้งสุดท้ายต้องจบที่การเจรจา และ ‘การสื่อสาร’ คือกลไกที่พาไปถึงตรงนั้น

“ช่วยติดตาม ช่วยเฝ้าระวังความรุนแรง ช่วยชะลอโมเมนตัมของความรุนแรง แล้วให้สังคมมีพื้นที่สำหรับการกลับเข้ามาในพื้นที่ของสันติภาพ"

อ.กุสุมาเล่าว่า ช่วงแรกของความขัดแย้ง ผู้คนอยู่กันด้วยความหวาดกลัว แต่สื่อก็มีส่วนช่วยไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย และวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

ส่วนนวลน้อย อยากให้สื่อให้ความสำคัญกับหลักการวารสารศาสตร์ หรือ Journalism ที่จะเป็นหลักในการทำข่าวเพื่อความสันติภาพ ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่เชื่อหรือรับข่าวสารจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น เพียงเพราะความง่ายและรวดเร็ว

จากมุมมองของผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา และอดีตผู้สื่อข่าว BBC โจทย์ของวารสารศาสตร์สันติภาพวันนี้ยากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน แต่แก่นยังเหมือนเดิม คือการอ่านกรอบคิดของตัวเองให้ออก มองให้เห็นตัวแสดงทุกฝ่าย และถามคำถามที่ลึกกว่า 'ใครผิด'

ในวันที่ความเกลียดชังถูกผลิตได้ด้วยต้นทุนต่ำ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อ สื่ออาจไม่สามารถหยุดมันได้ทั้งหมด แต่ยังเลือกได้ว่าจะเป็นเชื้อไฟ หรือเป็นคนที่ช่วยชะลอมันไว้ ด้วยแนวทางของสื่อเพื่อสันติภาพ