
SHORT CUT
สรุปบทเรียนกรณี 'บุ๋ม ปนัดดา' เจาะลึกกฎหมายมูลนิธิ เมื่อเงินบริจาคมหาศาลกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ต้องตระหนักเรื่องความโปร่งใส ป้องกันการนำเงินศรัทธาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
กรณีเงินมูลนิธิในเคสของมูลนิธิองค์กรทำดีของ 'บุ๋ม ปนัดดา' ถือเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นตัวอย่างสำคัญแก่มูลนิธิอื่นๆ เนื่องจากเงินบริจาคหากนำไปใช้ผิดวิธี ย่อมมีบทลงโทษหนักตามกฎหมาย เคสนี้สะท้อนปัญหาหลายมิติ ทั้งเรื่องการใช้ที่ราชพัสดุทำสนามวิ่งเทรล เรื่องเงินมูลนิธิที่โอนไปทำพูลวิลล่า รวมถึงปัญหาสัมพันธ์ในครอบครัว แต่จุดที่กระทบต่อสังคมมากที่สุดคือ เรื่องการบริหารจัดการมูลนิธิ ซึ่งก่อนหน้านี้มูลนิธิของคนดังหลายแห่งก็เคยถูกตรวจสอบมาแล้วเช่นกัน
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ยอดการบริจาคเพื่อการกุศลในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม องค์กรไม่แสวงหากำไร รวมถึงวัด มีเงินหมุนเวียนสูงถึงปีละประมาณ 150,000 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตขึ้นทุกปีประมาณ 2% โดยเงินบริจาคประมาณ 1 ใน 3 ถึงครึ่งหนึ่ง เป็นเงินทำบุญกับวัดและศาสนพิธีต่างๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าต้นทุนทางสังคมและพลังศรัทธาของประชาชนมีมหาศาล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การใช้จ่ายเงินต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบที่มาที่ไปได้
ทั่วประเทศมีวัดประมาณ 40,000–50,000 แห่ง ส่วนมูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร มีรวมกันราว 32,800 แห่ง แม้จะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเหมือนกัน แต่มีจุดต่างสำคัญคือ สมาคม เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ในขณะที่ 'มูลนิธิ' เริ่มต้นจากการจัดสรรและบริหารจัดการ 'ทรัพย์สิน' เป็นหลัก โดยนำทรัพย์สินมาจัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณกุศลโดยไม่แสวงหากำไร
การจัดตั้งมูลนิธิทั่วไป ต้องมีทุนประเดิม 500,000 บาท แต่หากมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการศึกษา กีฬา บรรเทาสาธารณภัย หรือยาเสพติด จะได้รับการอนุโลมทุนประเดิมที่ 200,000 บาท โดยเงินสดต้องฝากไว้ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ และมีหนังสือรับรองก่อนจดทะเบียน ต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน ที่สำคัญคือกฎหมายระบุชัดเจนว่า มูลนิธิต้องไม่ดำเนินกิจกรรมหรือสนับสนุนพรรคการเมือง
แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานอัยการสูงสุดระบุชัดเจนว่า เงินบริจาคสาธารณะไม่สามารถโอนเข้าบัญชีส่วนตัวได้ ต้องโอนเข้าบัญชีในนามมูลนิธิโดยตรงเท่านั้น ในกรณีที่เปิดรับบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวก่อนเพื่อนำไปจดทะเบียนมูลนิธิทีหลัง เมื่อจดทะเบียนเสร็จแล้วจะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิทันที ไม่สามารถค้างไว้ในบัญชีส่วนตัวนาน 3-4 ปี หรือนำไปใช้จ่ายเรื่องอื่นได้ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย
การรับบริจาคทั่วไปสามารถทำได้ทันที แต่หากมีการประกาศเชิญชวนผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เพจเฟซบุ๊ก หรือ TikTok จะต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 และต้องรายงานผลการรับบริจาคต่อเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ หากมีเงินบริจาคเหลือจ่ายที่ไม่สามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์เดิมได้ ห้ามนำไปใช้ในกิจการอื่นโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน
หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจตรวจสอบมูลนิธิมีหลายส่วน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบการจดทะเบียนและงบการเงิน, กระทรวงการคลัง ตรวจสอบรายได้เชิงพาณิชย์ ภาษี และสถานะองค์กรสาธารณกุศล, ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน, รวมถึง DSI, ตำรวจ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการดำเนินคดีอาญาหากพบการกระทำผิด
ในทางกฎหมาย การนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์มีโทษหนัก หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีเจตนานำเงินไปช่วยเหลือตั้งแต่แรก แต่สร้างเรื่องขึ้นมาหลอกลวง จะเข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชน ซึ่งยอมความไม่ได้ แต่หากมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลืออยู่เดิม แล้วนำเงินไปใช้ผิดประเภทหรือนำเงินเหลือเข้าตัวเอง จะเข้าข่าย ยักยอกทรัพย์ และหากทำเป็นปกติวิสัย หรือมีการจ่ายเงินทอน (Cashback) จะเข้าข่ายความผิดมูลฐาน ฟอกเงิน อีกด้วย
ที่มา : Nation TV