
SHORT CUT
หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 ถอดบทเรียนจากการดูงานโรงงาน BYD บริษัทมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ยาเดีย และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ วิเคราะห์ทิศทางการลงทุนจีนในไทย ผลกระทบภาษีรถ EV การใช้หุ่นยนต์ และโอกาสของผู้ประกอบการไทย
มาตรการภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วยดึงผู้ผลิตจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องต้นทุนรถนำเข้า ผลกระทบต่อผู้จัดจำหน่าย และโอกาสที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะได้รับประโยชน์ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม EV ให้ชัดเจน พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน BYD ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ท้าทายแรงงานให้ต้องปรับทักษะใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต่อยอดสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร
ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาถอดบทเรียนในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (บทจ.3) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยผู้เข้าอบรม 4 กลุ่ม ร่วมวิเคราะห์จากการศึกษาดูงานโรงงาน BYD จังหวัดระยอง, บริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมเสนอแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงคือ การปรับอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน หรือ CBU (Completely Built-Up) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
ผู้ร่วมเสวนาซึ่งมีประสบการณ์บริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีน ให้มุมมองว่า แม้มาตรการภาษีอาจช่วยกระตุ้นการลงทุนในประเทศ แต่ก็มีโอกาสเพิ่มต้นทุนรถนำเข้า และส่งผลต่อยอดขายหรือรายได้ของผู้จัดจำหน่าย
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การมีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศหรือการจ้างงานไทยเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการลงทุนเสมอไป จึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น
ผู้ร่วมเสวนายังเปรียบเทียบการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากจีนระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม แต่ยังต้องสร้างความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ เพื่อให้นักลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจระยะยาวได้
ข้อเสนอหนึ่งจากวงเสวนาคือ การจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำหนดทิศทางการลงทุน ความต้องการชิ้นส่วน และแผนพัฒนาบุคลากรอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เตรียมความพร้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม EV ได้ตรงกับความต้องการจริง
จากการศึกษาดูงานโรงงาน BYD พบว่าให้ความสำคัญกับการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะงานเชื่อมตัวถังที่ต้องการความแม่นยำและมาตรฐานคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ร่วมเสวนามองว่า การนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในโรงงานมีเป้าหมายมากกว่าการลดจำนวนแรงงาน เพราะยังช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
อย่างไรก็ตาม ระบบอัตโนมัติยังต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะในการควบคุม ตรวจสอบ และบำรุงรักษาเครื่องจักร จึงเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Know-how) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้บุคลากรไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ และขยับไปสู่งานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงขึ้น
อีกความท้าทายของอุตสาหกรรม EV คือธุรกิจบริการหลังการขาย (After-Sales Service) เนื่องจากการลงทุนเปิดศูนย์บริการต้องใช้เงินทุนสูง ทั้งอาคาร เครื่องมือเฉพาะทาง และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ามีรูปแบบการบำรุงรักษาต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการ
ผู้ร่วมเสวนาตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนศูนย์บริการที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งจะสามารถซ่อมบำรุงรถ EV ได้ครบทุกประเภท จึงเสนอให้ผู้ผลิตรถยนต์มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบบริการหลังการขาย รวมถึงถ่ายทอดความรู้ให้กับอู่ซ่อมรถขนาดเล็กและนักศึกษาสายช่างยนต์ เพื่อเตรียมบุคลากรรองรับการเติบโตของตลาด
ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมอธิบายหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
กรณีบริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้นชาวจีนทั้งหมด ถูกนำมาใช้ประกอบการอธิบายเงื่อนไขการลงทุนของต่างชาติภายใต้กฎหมายไทย
จากการศึกษาดูงานยาเดีย ผู้ร่วมเสวนามองว่าอุตสาหกรรมรถจักรยานไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังมีโอกาสเติบโต แต่การสนับสนุนให้ประชาชนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิต การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วน และการนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาระบบชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ขณะที่ผู้แทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีบทบาททั้งการรองรับการลงทุน การสร้างงาน การกระจายรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนโดยรอบ
วงเสวนายังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จากเดิมที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาสู่ช่วงที่นักลงทุนจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่เคยพึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
ผู้ร่วมเสวนาจึงเสนอให้มองโอกาสต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมของผู้ประกอบการไทยไปสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เนื่องจากชิ้นส่วนบางประเภทและทักษะด้านการผลิตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ได้ หากมีการลงทุนพัฒนาบุคลากรและปรับกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม
อีกประเด็นที่มีการแลกเปลี่ยนคือการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือ 'นอมินี' รวมถึงข้อจำกัดด้านการถือครองที่ดินของนักลงทุนต่างชาติ
ผู้ร่วมเสวนาตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ กับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง
ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐจึงอธิบายหลักเกณฑ์ตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการถือครองที่ดินภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการใช้สิทธิประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
จากการแลกเปลี่ยนของผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 4 กลุ่ม ประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญร่วมกันคือ การทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนต่างชาติในระยะยาว โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่
ผู้ร่วมเสวนายังเสนอให้เตรียมความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมที่มีทิศทางต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถวางแผนการลงทุนและปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาดูงานตลอดหลักสูตรมารวบรวมเป็นรายงานหรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่งต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี การบริหารธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน