
SHORT CUT
‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ นำทัพลุยเร่งปรับ ‘โครงสร้างค่าไฟใหม่’ พาไปดูลดส่วนไหน ใครได้บ้าง? เพื่อช่วยเหลือประชาชน
ปี 2569 ไทยกำลังเผชิญ ‘โจทย์พลังงาน’ ครั้งสำคัญในรอบหลายปี ท่ามกลางแนวโน้มต้นทุนพลังงานโลกที่ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และความผันผวนของตลาดไฟฟ้าในภูมิภาค ล้วนส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สัญญาณที่เห็นชัดคือภาระค่าไฟฟ้าที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันทั้งต่อภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน
ขณะเดียวกัน ความท้าทายไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ราคา’ แต่ยังรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงาน การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ยังต้องอาศัยเวลาและการลงทุนอีกมหาศาล ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าออกมาตรการและแนวทางแก้ไขในหลายมิติ ทั้งการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การปรับโครงสร้างค่าไฟ การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
วันนี้ #SPRiNG จะพาไปเจาะลึกว่า ‘ทางออกพลังงานไทย’ ที่กำลังถูกผลักดันมีอะไรบ้าง และเพียงพอหรือไม่ในการรับมือวิกฤตค่าไฟขาขึ้นที่กำลังเกิดขึ้นจริงในเวลานี้ โดย ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอใช้ระบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า เน้นช่วยเหลือผู้ใช้ไฟปริมาณน้อยเป็นหลัก โดยสาระสำคัญของโครงสร้างใหม่กำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก คิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟให้กับครัวเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่การใช้ไฟฟ้าระหว่าง 200–400 หน่วย จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงอัตราปัจจุบัน หรือเฉลี่ยราว 3.95 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะถูกคิดอัตราที่สูงขึ้นเฉพาะส่วนเกิน โดยแตะระดับประมาณ 5 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเหมาจ่ายทั้งบิล แต่เป็นการคำนวณแบบขั้นบันไดในลักษณะเดียวกับภาษี
กระทรวงพลังงาน ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือน โดยกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้รับประโยชน์สูงสุด ลดภาระค่าไฟได้ราว 20% ขณะที่ผู้ใช้ไฟระดับกลางจะลดลงเฉลี่ยประมาณ 10% จากการได้อานิสงส์ของอัตราหน่วยแรกที่ถูกลง
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างราคา รัฐบาลยังเดินหน้าลดต้นทุนค่าไฟในเชิงระบบ โดยเตรียมเจรจาปรับลดหรือยกเลิกสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder จากผู้ผลิตเอกชนกว่า 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุนสำคัญที่ผลักให้ค่าไฟสูงขึ้นในปัจจุบัน หากดำเนินการได้สำเร็จ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟลงได้อีกประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้า ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟในภาครัฐ เช่น การปรับระบบไฟสาธารณะ และการใช้หลอดประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนทางอ้อมในระยะยาว
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน โดยรัฐเตรียมลดขั้นตอนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระได้ในระดับใกล้เคียงค่าไฟรายเดือน รวมถึงเปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบในอัตราประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาผลิตไฟใช้เองมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายให้มาตรการทั้งหมดสามารถกดค่าไฟเฉลี่ยลงได้ราว 30–40 สตางค์ต่อหน่วย และหากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะเร่งดำเนินการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนประกาศใช้จริงในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาคือผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง รวมถึงความเสี่ยงด้านข้อกฎหมายจากการยกเลิกสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับภาคเอกชน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคต ขณะที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการรวมอยู่ในมาตรการครั้งนี้ ทำให้ภาพรวมการปรับโครงสร้างค่าไฟยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป