
SHORT CUT
โจทย์ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ตอนนี้คือการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอมเริกาเพื่อให้สินค้าไทยได้รับการยกเว้นภาษีและไม่เสียความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับอัตราภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้การค้ากับคู่ค้าทั่วโลกหลายครั้ง จากระดับ 36% ในต้นเดือนเมษายน 2568 ลดลงเหลือ 19% ในเดือนสิงหาคม 2568 จากนั้นปรับเป็น 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และขยับเป็น 12.5% ในเดือนกรกฎาคม 2569 ควบคู่กับอัตราภาษีศุลกากรปกติ (MFN)
โดยการเรียกเก็บอากรดังกล่าวเป็นการประกาศอัตราภาษีตามมาตรา 301 เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 กรณีไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ 60 ประเทศ โดยไทยถูกเก็บอัตราสูงสุด 12.5%
สหรัฐยังคงใช้มาตรการภาษีเพื่อตอบโต้การค้ากับคู่ค้าทั่วโลก โดยล่าสุดได้ประกาศอัตราภาษีตามมาตรา 301 เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 กรณีไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ 60 ประเทศ โดยไทยถูกเก็บอัตราสูงสุด 12.5% ขณะที่บางประเทศที่ยอมรับเงื่อนไข Agreements on Reciprocal Tariff (ART) จะถูกเก็บภาษีเหลือแค่ 10%
ความท้าทายก็คือขณะที่สหรัฐยังคงเป็นตลาดการส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย เราจะทำอย่างไรให้อัตราภาษีไทยไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งเกินไป เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ?
ข้อกล่าวหาแรก: สหรัฐเห็นว่าไทยยังไม่มีกฎหมายและยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล ทำให้ถูกเก็บภาษี 12.5% ในขณะที่ประเทศที่มีและบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว หรือยอมรับ ART ซึ่งเป็นความตกลงทางการค้าที่สหรัฐขอให้ประเทศคู่ค้าลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและมิใช่ภาษี (NTBs) ให้กับสินค้า บริการและการลงทุนของสหรัฐเพื่อลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐที่มีต่อประเทศนั้น จะถูกเก็บภาษีเพียง 10%
ทางออก: รัฐบาลไทยต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (HRDD Bill) และกลไกบังคับใช้เพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ รวมทั้งส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสนับสนุนให้สหรัฐฯ พิจารณาปรับลดอากรตามมาตรา 301 จาก 12.5% เป็น 10% โดยยังบวกอัตรา MFN
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสรุปผลการเจรจา ART ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพื่อได้ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่ก็ต้องหาสมดุลเพื่อให้ประเทศไทยไม่ถูกแทรกแซงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงครามการค้าโลก
ข้อกล่าวหาที่สอง: สหรัฐแจ้งว่าประเทศไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์จากยาง และอุตสาหกรรมเครื่องจักรอุปกรณ์ เนื่องจากภาครัฐมีการให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชนจนมีการลงทุนมากเกินความต้องการ
ทางออก: ไทยชี้แจงสหรัฐถึงภาคอุตสาหกรรมไทยมีอัตราการใช้กำลังผลิตระดับเหมาะสม 75-95% ไม่มีอุตสาหกรรมใดต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวอ้าง และรัฐบาลไม่ได้ให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชนจนมีการลงทุนมากเกินความต้องการจนเป็นช่องให้อุตสาหกรรมต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ได้ตามที่สหรัฐกล่าวหา
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังได้รับสัญญาณบวก เนื่องจากสินค้าไทยที่ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 471 รายการ ทำให้สินค้าที่ได้รับยกเว้นล่าสุดคิดเป็น 61.50% ของรายการสินค้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 56,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบ อากาศยานและการแพทย์ และสินค้าอื่นๆ อาทิ เสื้อใช้แล้ว งานศิลปะ ฯลฯ ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญของการเจรจาที่ช่วยลดผลกระทบต่อภาคส่งออก
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาสหรัฐเพื่อขอเพิ่มรายการสินค้าได้รับยกเว้นภาษี โดยยื่นข้อเสนอครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า อาทิ ข้าว ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด มะพร้าว กล้วยไม้ มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง สินค้าประมงบางประเภท เครื่องประดับ อาหารสุนัขและแมว ข้าวสาร ถุงมือยางทางการแพทย์ ปลาทูน่า ปลาโอแปรรูป กุ้งสด กุ้งต้มสุก ซอสและเครื่องปรุงรส ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง โดยมีมูลค่าส่งออกรวม 4,953 ล้านดอลลาร์ รวม 78 พิกัดศุลกากร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อต่อรองภาษียังคงเร่งหน้าดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกกลไกหนึ่งคือ การสร้างสมดุลทางการค้าและการลงทุน โดยรัฐบาลไทยจะส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ และการลงทุนของไทยในสหรัฐ เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า ลดข้อกังวลของสหรัฐว่าไทยส่งออกไปยังสหรัฐจะเกินดุล และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว