Hybrid Warfare สงครามยุคใหม่ ที่ไม่ได้รบกันแค่ในสนามรบ

Hybrid Warfare สงครามยุคใหม่ ที่ไม่ได้รบกันแค่ในสนามรบ

รู้จัก Hybrid Warfare เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ทหารและอาวุธ แต่ใช้เศรษฐกิจ ข่าวปลอม ไซเบอร์ การเมือง และกองกำลังตัวแทนโจมตีฝ่ายตรงข้าม

SHORT CUT

  • Hybrid Warfare คือสงครามที่ไม่ได้ใช้แค่กำลังทหาร แต่ผสมผสานหลายเครื่องมือ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ข้อมูลข่าวสาร ไซเบอร์ กองกำลังตัวแทน การก่อวินาศกรรม และการใช้การย้ายถิ่นฐานสร้างแรงกดดันต่อประเทศเป้าหมาย
  • เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการยึดดินแดน แต่อาจมุ่งทำให้ประเทศคู่แข่งอ่อนแอจากภายใน ทั้งเศรษฐกิจ ระบบการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นของประชาชน โดยบางครั้งยังยากที่จะระบุว่าใครอยู่เบื้องหลัง
  • ประชาชนสามารถได้รับผลกระทบแม้อยู่ห่างจากสนามรบ ตั้งแต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน การโจมตีระบบธนาคารหรือไฟฟ้า ไปจนถึงความแตกแยกทางการเมือง ทำให้ชีวิตประจำวันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘สนามรบ’ สมัยใหม่ได้

รู้จัก Hybrid Warfare เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ทหารและอาวุธ แต่ใช้เศรษฐกิจ ข่าวปลอม ไซเบอร์ การเมือง และกองกำลังตัวแทนโจมตีฝ่ายตรงข้าม

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘สงคราม’ ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นทหาร รถถัง เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ หรือกองทัพของสองประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากัน แต่ในโลกปัจจุบัน การทำสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสนามรบอีกต่อไป

ประเทศหนึ่งสามารถสร้างความเสียหาย กดดัน หรือทำให้อีกประเทศอ่อนแอลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งทหารข้ามพรมแดนหรือประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เพราะเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และโครงสร้างพื้นฐานต่างสามารถกลายเป็น ‘สนามรบ’ ได้

แนวคิดนี้มักถูกเรียกว่า ‘Hybrid Warfare’ หรือ ‘สงครามลูกผสม’ ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงการผสมผสานเครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งทางทหารและไม่ใช่ทางทหาร เพื่อกดดันหรือบั่นทอนฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่การใช้กำลังทหาร กองกำลังตัวแทน การโจมตีทางไซเบอร์ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร การสร้างอิทธิพลทางการเมือง ไปจนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

1. สงครามด้านเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการแข่งขันระหว่างประเทศ เพราะความมั่นคงของประเทศในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระบบการเงิน การค้า พลังงาน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับประเทศอื่น

ประเทศหนึ่งจึงสามารถสร้างแรงกดดันต่ออีกประเทศผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การคว่ำบาตร การจำกัดการนำเข้าและส่งออก การอายัดทรัพย์สิน การตัดบริษัทออกจากระบบการเงิน การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี หรือจำกัดการเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญ

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำลายเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด แต่อาจเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินนโยบาย ทำให้รัฐบาลเข้าถึงเงินทุนหรือเทคโนโลยียากขึ้น ลดความสามารถในการผลิตอาวุธ หรือสร้างแรงกดดันภายในประเทศจนรัฐบาลต้องเปลี่ยนท่าที

ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นหลังรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 เมื่อสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และชาติพันธมิตรออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายด้าน ตั้งแต่ระบบการเงิน พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซีย

2. สงครามการเมือง

หากสามารถทำให้ประเทศคู่แข่งเกิดความขัดแย้งจากภายใน ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศนั้นเลย นี่คือเหตุผลที่ ‘การเมือง’ สามารถกลายเป็นอีกสนามหนึ่งของ Hybrid Warfare

ปฏิบัติการทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การสร้างเครือข่ายอิทธิพล การสนับสนุนกลุ่มการเมืองหรือบุคคลบางกลุ่ม การพยายามมีอิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงการดำเนินปฏิบัติการที่มุ่งทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล การเลือกตั้ง หรือสถาบันทางการเมือง

จุดประสงค์อาจไม่ใช่การทำให้ผู้สมัครที่ฝ่ายตนสนับสนุนชนะการเลือกตั้งเสมอไป แต่อาจเพียงต้องการทำให้ระบบการเมืองของฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอลง เช่น ทำให้ประชาชนเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ฝ่ายการเมืองมองกันเป็นศัตรู หรือทำให้รัฐบาลต้องใช้เวลาและทรัพยากรจัดการความขัดแย้งภายในแทนที่จะรับมือภัยจากภายนอก

3. สงครามข้อมูลข่าวสาร

ในอดีต ประเทศที่ต้องการส่งโฆษณาชวนเชื่อไปยังประชาชนของฝ่ายตรงข้ามอาจต้องพึ่งวิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือใบปลิว แต่โลกของอินเทอร์เน็ตทำให้ข้อมูลสามารถเดินทางข้ามพรมแดนไปถึงผู้คนนับล้านได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

‘สงครามข้อมูลข่าวสาร’ จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของความขัดแย้งสมัยใหม่ โดยผู้ดำเนินปฏิบัติการอาจใช้ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน ภาพหรือวิดีโอที่ถูกตัดต่อ บัญชีปลอมบนโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ข้อมูลจริงที่ถูกเลือกนำเสนอเฉพาะบางส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ตามที่ต้องการ

เป้าหมายสำคัญไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนทั้งหมดเชื่อเรื่องเดียวกัน เพราะในบางกรณี เพียงทำให้ผู้คน ‘ไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร’ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หากประชาชนไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อสื่อ ไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญ และเริ่มมองคนที่คิดเห็นต่างจากตัวเองเป็นศัตรู ความสามารถของสังคมในการตัดสินใจร่วมกันก็จะลดลง และความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมอาจรุนแรงขึ้น

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเป็นตัวอย่างสำคัญของการต่อสู้ในพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร นอกจากการสู้รบในสนามจริงแล้ว ยังมีการแข่งขันด้านการสื่อสารอย่างเข้มข้น ทั้งการอธิบายเหตุผลของสงคราม การนำเสนอความสูญเสียของฝ่ายตรงข้าม การสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน และการพยายามสร้างการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ

ยิ่งในยุค Generative AI ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะภาพ เสียง และวิดีโอปลอมสามารถสร้างได้ง่ายและสมจริงกว่าเดิม ทำให้ประชาชนต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลมากขึ้น และทำให้ ‘ความน่าเชื่อถือ’ กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศไม่ต่างจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรือการทหาร

4. สงครามไซเบอร์

หากสงครามในอดีตต้องใช้เครื่องบินไปทำลายโรงไฟฟ้า โลกปัจจุบันเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีพยายามสร้างความเสียหายต่อระบบบางประเภทผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้

นี่คือความสำคัญของ ‘สงครามไซเบอร์’ ซึ่งอาจครอบคลุมตั้งแต่การเจาะระบบของหน่วยงานรัฐบาล การขโมยข้อมูล การทำให้เว็บไซต์และบริการออนไลน์ใช้งานไม่ได้ ไปจนถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล

เป้าหมายที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ธนาคาร โทรคมนาคม ระบบขนส่ง โรงพยาบาล ระบบน้ำ หรือฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เพราะระบบเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง

หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญเกิดขึ้นในยูเครนช่วงปี 2015 เมื่อการโจมตีทางไซเบอร์ส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายไฟฟ้า ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีไฟฟ้าใช้ชั่วคราว เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลสามารถสร้างผลกระทบทางกายภาพในโลกจริงได้

ความน่ากังวลอีกประการคือการระบุตัวผู้โจมตี หรือที่เรียกว่า ‘attribution’ อาจทำได้ยากกว่าการโจมตีด้วยอาวุธทั่วไป ผู้โจมตีสามารถซ่อนเส้นทาง ใช้โครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ หรืออาศัยกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ไม่ได้แสดงความเชื่อมโยงกับรัฐโดยตรง

ความคลุมเครือนี้เป็นคุณสมบัติที่เข้ากับ Hybrid Warfare อย่างมาก เพราะฝ่ายหนึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้คู่แข่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความยากในการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ

5. กำลังรบนอกแบบและกองกำลังตัวแทน

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความชัดเจนว่า ‘ใครกำลังทำสงครามกับใคร’ คือการใช้กำลังรบนอกแบบ กองกำลังตัวแทน กลุ่มติดอาวุธ หรือบริษัททหารเอกชน แทนการส่งกองทัพประจำเข้าไปอย่างเปิดเผย

วิธีนี้มีข้อได้เปรียบหลายด้านสำหรับรัฐที่อยู่เบื้องหลัง เพราะสามารถลดต้นทุนทางการเมืองของการส่งทหารของตัวเองเข้าสู่สงคราม และในบางกรณียังช่วยสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘plausible deniability’ หรือพื้นที่ให้รัฐสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้

ตัวอย่างที่มักถูกนำมาใช้อธิบาย Hybrid Warfare คือเหตุการณ์ในไครเมียปี 2014 เมื่อปรากฏกองกำลังติดอาวุธที่สวมเครื่องแบบทหารแต่ไม่มีเครื่องหมายระบุสังกัด เข้าควบคุมสถานที่สำคัญหลายแห่ง ก่อนที่รัสเซียจะผนวกไครเมียในเวลาต่อมา

กองกำลังเหล่านี้ได้รับฉายาจากสื่อว่า ‘Little Green Men’ และกลายเป็นภาพจำของสงครามที่ผู้โจมตีพยายามสร้างความคลุมเครือเกี่ยวกับตัวตนในช่วงสำคัญของปฏิบัติการ

นอกจากนั้น ในความขัดแย้งหลายพื้นที่ทั่วโลกยังพบการใช้ ‘Proxy Forces’ หรือกองกำลังตัวแทน ซึ่งรัฐภายนอกอาจให้เงิน อาวุธ การฝึก หรือการสนับสนุนด้านข่าวกรองแก่กลุ่มที่ต่อสู้อยู่ในพื้นที่

6. การก่อวินาศกรรม

สะพาน ทางรถไฟ โรงไฟฟ้า ท่าเรือ ท่อส่งน้ำมัน ท่อส่งก๊าซ สายเคเบิลสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เป็นเส้นเลือดของประเทศสมัยใหม่ หากโครงสร้างเหล่านี้ถูกทำลาย แม้ไม่มีการโจมตีประชาชนโดยตรง ก็สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงได้มหาศาล

การก่อวินาศกรรมจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถปรากฏในบริบทของ Hybrid Warfare โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการอย่างลับ ๆ เพื่อทำลายหรือรบกวนระบบสำคัญของฝ่ายตรงข้าม และพยายามปกปิดตัวผู้กระทำ

7. การย้ายถิ่นฐานในฐานะเครื่องมือสร้างแรงกดดัน

‘ผู้อพยพ’ หรือ ‘ผู้ลี้ภัย’ ไม่ใช่ภัยคุกคามโดยตัวเอง และการอพยพที่เกิดจากสงคราม ความยากจน ภัยพิบัติ 

แต่มีแนวคิดหนึ่งในด้านความมั่นคงที่เรียกว่า ‘weaponized migration’ หรือการใช้การเคลื่อนย้ายประชากรเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดัน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การมีผู้กระทำซึ่งจงใจผลักดัน อำนวยความสะดวก หรือควบคุมการเคลื่อนย้ายของผู้คน เพื่อสร้างปัญหาให้ประเทศเป้าหมาย

เมื่อผู้คนจำนวนมากเดินทางมาถึงพรมแดนในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศปลายทางจำเป็นต้องใช้งบประมาณและเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งการจัดหาที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล การตรวจคนเข้าเมือง และการรักษาความปลอดภัย

ในเวลาเดียวกัน ประเด็นผู้อพยพมักเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง จึงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศปลายทางระหว่างฝ่ายที่ต้องการรับผู้ลี้ภัยกับฝ่ายที่ต้องการควบคุมชายแดนอย่างเข้มงวด

กรณีที่สหภาพยุโรปมองว่าเข้าข่ายลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณชายแดนเบลารุสกับโปแลนด์ ลิทัวเนีย และลัตเวียตั้งแต่ปี 2021 โดย EU กล่าวหารัฐบาลเบลารุสว่าอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางจากตะวันออกกลางเข้าสู่เบลารุส ก่อนผลักดันให้เดินทางต่อไปยังชายแดนของสหภาพยุโรป เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรและสร้างแรงกดดันต่อยุโรป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related