SHORT CUT
เปิดฉากทัศน์การเมืองไทย หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกรัฐมนตรี าจเลือก “ยุบสภา” เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกนายกฯ คนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมดด้วยเช่นกัน เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดลง และเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในทันที
1. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี อาจเลือก “ยุบสภา” เปิดทางให้มีการเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ดี ประเด็นอำนาจยุบสภาของรักษาการนายกรัฐมนตรี ยังมีข้อถกเถียงอยู่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้
ฝ่ายที่มองว่าทำได้ มีอำนาจเต็มเท่านายกรัฐมนตรี เช่น วิษณุ เครืองาม อมร วาณิชวิวัฒน์ อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยฝ่ายกฎหมาย
ทางฝั่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยว่าจากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการของกฤษฎีกา มีความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะรัฐธรรมนูญไทยยึดโยงมาจากอังกฤษ
การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีลำดับชั้นทางกฎหมายสูงกว่าพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และการยุบสภายังเป็นอำนาจทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ เป็นการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้นจึงจะมีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร
2. สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยเลือกจากแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น โดยใช้เพียงเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง โดยขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 159 มีดังนี้
1. พรรคการเมืองที่มี สส. ในสภา ไม่น้อยกว่า 5% (25 คน) สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเคยแจ้งไว้ในการเลือกตั้งทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 กำหนดให้พรรคการเมืองส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 3 ชื่อ
การเสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และจะต้องมี สส. รับรองด้วยจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งใน 10 ของ สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร จากข้อมูล ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 มี สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ 492 คน ดังนั้นจำนวนผู้รับรองในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 จะอยู่ที่ 50 คน
2. สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จากผู้ได้รับการเสนอชื่อ โดยขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะทำโดยเปิดเผย กล่าวคือ ใช้วิธีการเรียกชื่อ สส. แต่ละคนและให้ สส. ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับเลือก จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมี สส. ทั้งหมด 492 คน เท่ากับว่าต้องได้คะแนนเสียงตั้งแต่ 247 เสียงขึ้นไปจึงจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือนายกรัฐมนตรีจะต้องนำรายชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป โดยในขั้นตอนนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้
ทั้งนี้ หากย้อนดูทิศทางการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับการลงมติเลือกแพทองธาร ชินวัตร เมื่อ 16 สิงหาคม 2567 พบว่ามีพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างไทยสร้างไทย สส. 6 คน ด้านพรรคฝ่ายค้านเดิมที่เปลี่ยนไปจับมือเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ สส. 25 คนโหวต “งดออกเสียง” และมีงดออกเสียงอีกจากประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อหักลบผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภา พรรคเพื่อไทยจะเหลือ สส. ที่ลงมติได้ 138 คน พรรคประชาชาติ 8 คน เท่ากับว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงที่ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบได้ 250 เสียง ขณะที่คะแนนเสียงเห็นชอบที่ต้องการคือ 247 เสียง ดังนั้น หากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แล้ว สส. ในพรรคร่วมรัฐบาลโหวต “งดออกเสียง” เหมือนกรณีเลือกแพทองธาร ก็อาจทำให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายนั้น “ไม่ได้รับความเห็นชอบ” แล้วต้องเสนอชื่อใหม่อีก
ที่มา : iLaw
ข่าวที่เกี่ยวข้อง