svasdssvasds

เปิดฉากทัศน์-ขั้นตอนเลือกนายกฯ คนใหม่ หลัง "แพทองธาร" พ้นเก้าอี้

เปิดฉากทัศน์-ขั้นตอนเลือกนายกฯ คนใหม่ หลัง "แพทองธาร" พ้นเก้าอี้

เปิดฉากทัศน์การเมืองไทย หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกรัฐมนตรี าจเลือก “ยุบสภา” เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกนายกฯ คนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

SHORT CUT

  • มี 2 แนวทางหลักหลังนายกฯ แพทองธารพ้นตำแหน่ง คือ การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
  • การเลือกนายกฯ คนใหม่ต้องมาจากบัญชีแคนดิเดตเดิม และต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สส. เกินกึ่งหนึ่งของสภา (247 เสียงขึ้นไป) โดยไม่ต้องใช้เสียง สว.
  • พรรคการเมืองที่มี สส. 25 คนขึ้นไป สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ โดยต้องมี สส. รับรองอย่างน้อย 50 คน
  • ปัจจุบันมีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่เหลืออยู่ 5 คน จากพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์

เปิดฉากทัศน์การเมืองไทย หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกรัฐมนตรี าจเลือก “ยุบสภา” เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกนายกฯ คนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมดด้วยเช่นกัน เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดลง และเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในทันที

ฉากทัศน์ทางการเมืองมีอยู่ 2 แนวทางหลัก

1. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี อาจเลือก “ยุบสภา” เปิดทางให้มีการเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ดี ประเด็นอำนาจยุบสภาของรักษาการนายกรัฐมนตรี ยังมีข้อถกเถียงอยู่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้

ฝ่ายที่มองว่าทำได้ มีอำนาจเต็มเท่านายกรัฐมนตรี เช่น วิษณุ เครืองาม อมร วาณิชวิวัฒน์ อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยฝ่ายกฎหมาย

ทางฝั่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยว่าจากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการของกฤษฎีกา มีความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะรัฐธรรมนูญไทยยึดโยงมาจากอังกฤษ

การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีลำดับชั้นทางกฎหมายสูงกว่าพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และการยุบสภายังเป็นอำนาจทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ เป็นการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ  เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้นจึงจะมีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร

 

 

2. สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยเลือกจากแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น โดยใช้เพียงเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ขั้นตอนเลือกนายกฯ ใหม่ ต้องการเสียง สส. เกินครึ่ง

สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง โดยขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 159 มีดังนี้

1. พรรคการเมืองที่มี สส. ในสภา ไม่น้อยกว่า 5% (25 คน) สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเคยแจ้งไว้ในการเลือกตั้งทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 กำหนดให้พรรคการเมืองส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 3 ชื่อ

การเสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และจะต้องมี สส. รับรองด้วยจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งใน 10 ของ สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร จากข้อมูล ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 มี สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ 492 คน ดังนั้นจำนวนผู้รับรองในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 จะอยู่ที่ 50 คน

2. สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จากผู้ได้รับการเสนอชื่อ โดยขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะทำโดยเปิดเผย กล่าวคือ ใช้วิธีการเรียกชื่อ สส. แต่ละคนและให้ สส. ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับเลือก จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมี สส. ทั้งหมด 492 คน เท่ากับว่าต้องได้คะแนนเสียงตั้งแต่ 247 เสียงขึ้นไปจึงจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี

 

หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือนายกรัฐมนตรีจะต้องนำรายชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป โดยในขั้นตอนนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้

เปิดรายชื่อ 5 แคนดิเดตนายกฯ ที่เหลืออยู่

  1. ชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย
  2. อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย
  3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ
  4. พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ
  5. จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ พรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ หากย้อนดูทิศทางการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับการลงมติเลือกแพทองธาร ชินวัตร เมื่อ 16 สิงหาคม 2567 พบว่ามีพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างไทยสร้างไทย สส. 6 คน ด้านพรรคฝ่ายค้านเดิมที่เปลี่ยนไปจับมือเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ สส. 25 คนโหวต “งดออกเสียง” และมีงดออกเสียงอีกจากประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อหักลบผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภา พรรคเพื่อไทยจะเหลือ สส. ที่ลงมติได้ 138 คน พรรคประชาชาติ 8 คน เท่ากับว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงที่ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบได้ 250 เสียง ขณะที่คะแนนเสียงเห็นชอบที่ต้องการคือ 247 เสียง ดังนั้น หากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แล้ว สส. ในพรรคร่วมรัฐบาลโหวต “งดออกเสียง” เหมือนกรณีเลือกแพทองธาร ก็อาจทำให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายนั้น “ไม่ได้รับความเห็นชอบ” แล้วต้องเสนอชื่อใหม่อีก

ที่มา : iLaw

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related