
SHORT CUT
วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง 2569 กับประเด็นร้อนที่เขย่าการเมืองไทย ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคโซเชียลมีเดีย Facebook และ TikTok กลายเป็นสมรภูมิหลักในการหาเสียง โดยมียอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 158 ล้านครั้ง
เลือกตั้ง 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด โดยโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่หลัก ที่สะท้อนกระแสความนิยมและทิศทางการเมืองของประเทศ ในสถานการณ์การเมืองที่ยังถูกจับตามองมาอย่างต่อเนื่อง ไขคำตอบพรรคการเมืองไหนที่กำลังสร้างกระแส และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง?
โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 - 11 มกราคม 2569 ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye
พบว่ามีการพูดถึงการเมืองบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 158,459,229 เอนเกจเมนต์ จาก 519,165 ข้อความ
แพลตฟอร์ม Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ครองพื้นที่ในการถ่ายทอดข่าวสาร และนโยบายทางการเมืองมากถึง 65.07% ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดถึง 336,414 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 71 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักของ “สื่อ” และ “พรรคการเมือง” ในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ
ตามด้วยแพลตฟอร์ม TikTok ที่พุ่งขึ้นมาในอันดับสองมากถึง 10.57% ด้วยจำนวนข้อความ 54,666 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้กว่า 62 ล้านครั้ง ใกล้เคียงกับ Facebook ทั้งที่มีจำนวนโพสต์น้อยกว่าถึง 6 เท่า อาจจะกล่าวได้ว่า TikTok กำลังจะกลายมาเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างกระแสการเมืองได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ดูได้จากตัวเลขเอนเกจเมนต์ที่พุ่งขึ้นสูง
ในขณะที่จำนวนข้อความบน Youtube ตามมาเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ประมาณ 53,809 ข้อความ (10.41%) และสร้างเอนเกจเมนต์ถึง 4 ล้านครั้ง
พรรคประชาชนได้ยอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 70 ล้านครั้ง สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนโดดเด่นคือ การตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะประโยคของ สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ที่กล่าวว่า "ทหารมีไว้ทำไม" ที่ได้กลายเป็นไวรัลทั่ว TikTok คลิปเหล่านี้ ได้สร้างทั้งกระแสจากผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบบและการวิพากย์วิจารณ์ จากผู้ที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นการด้อยค่าทหาร
การลงพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชนเต็มไปด้วยความท้าทาย เช่นกรณีของ "เท้ง ณัฐพงษ์" หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกแม่ค้าในจังหวัดขอนแก่นไล่เพราะไม่พอใจปมแก้ ม.112 มียอดเอนเกจเมนต์กว่า 2.3 แสนครั้ง หรือเหตุการณ์ที่ สส.ไอซ์ ต้องเผชิญกับประชาชนในตลาดต้นสัก ที่ใช้ต้นไม้กระทุ้งใส่และต่อว่าเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เธอโพสต์ตอบโต้ว่า "เห็นต่างได้ แต่อย่าทำร้ายกัน" ที่ได้รับเอนเกจเมนต์เกือบ 5 หมื่นครั้ง
แม้จะต้องเผชิญความขัดแย้ง แต่พรรคประชาชนก็พยายามชี้แจงว่านโยบายของพรรคว่า ไม่ได้ต้องการด้อยค่าทหาร แต่เป็นการส่งเสริมสวัสดิการและใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยง
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเปิดตัวทีมงานมืออาชีพ โดยเฉพาะการนำเสนอ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มวัยรุ่น และชนชั้นกลางที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยได้ยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง อีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับกระแสไม่แพ้กันอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ยังคงเดินหน้าปราศรัยว่า "ขอโอกาสเพียง 4 ปี ถ้าเราทำไม่ดี ครั้งหน้าท่านก็ไม่ต้องเลือก" โดยกวาดยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง
พรรคเพื่อไทยรั้งอันดับ 2 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 21 ล้านครั้ง แม้ตัวเลขจะห่างจากอันดับ 1 พอสมควร แต่สะท้อนว่าฐานเสียงเดิม และกลุ่มแฟนคลับพรรคเพื่อไทยยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ภายใต้แคมเปญอย่าง "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" ซึ่งภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยยังคงเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ
ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ช่วยสร้างความสดใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นนโยบายความมั่นคงยุคใหม่และไม่ตัดงบกลาโหม ขณะที่ น.ส. จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ปราศรัยปลุกเร้าให้ "เลือกเพื่อไทย เพื่อสกัดอนุทินไม่ให้เป็นนายกฯ" สะท้อนให้เห็นการตอบโต้ทางการเมืองที่เข้มข้นในโลกออนไลน์ โดยโพสต์นี้ได้รับยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 3.8 หมื่นครั้ง
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างกระแสคือการโต้ตอบระหว่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่เป็นลุง-หลานต่างพรรคกัน โดยประเด็นได้เริ่มต้นจากนายธนาธร ที่กล่าวในระหว่างหาเสียงว่า "รัฐมนตรีเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ณ ตอนนี้ยังเป็นอยู่เลย มีคนนามสกุลเดียวกับผมนี่" ชวนให้คิดถึงการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ก่อนที่นายสุริยะ จะตอบโต้บนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมือง ด้วยประโยคที่ว่า "ถึงแก่ แต่แก่ประสบการณ์" และเน้นย้ำว่า "นอกจากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ทำการเมืองให้หลานมันดู" ซึ่งการตอบโต้ไปมาในครั้งนี้ ก็สร้างกระแสบนโซเชียลได้สูสีไม่แพ้กัน
พรรคภูมิใจไทย มาในอันดับ 3 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์กว่า 15.2 ล้านครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือชื่อของ "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" ที่ยอดเอนเกจเมนต์ส่วนตัวสูงถึง 4.7 ล้านครั้ง แยกต่างหากออกจากพรรค
ในด้านนโยบาย พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการหยิบประเด็นที่ส่งผลกระทบเรื่องปากท้องประชาชน มานำเสนออย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กลายเป็นไวรัลสำคัญ จะเห็นได้จากโพสต์จาก AmarinTV กรณีแม่บ้านตลาดวังหลังฝากถึงนายกฯ ให้เร่งผลักดันโครงการ เพราะช่วยให้เงินสะพัด ซึ่งทำยอดเอนเกจเมนต์พุ่งสูงถึงหนึ่งแสนครั้ง สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ พรรคยังเสริมความน่าเชื่อถือด้านเศรษฐกิจผ่าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ที่ชูยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพข้าวไทย โดยกล่าวว่า "ไทยไม่ต้องแข่งเรื่องปริมาณข้าว แต่เน้นคุณภาพ" ซึ่งเรียก เอนเกจเมนต์ได้สูงกว่า 171,209 ครั้ง ช่วยขยายฐานความสนใจไปยังกลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทย ยังแสดงความโดดเด่นในการรับมือกับประเด็นร้อนทางการเมือง และการตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการชี้แจงประเด็นชายแดนไทย - กัมพูชาอย่างทันท่วงที ซึ่งกวาดยอดเอนเกจเมนต์ไปกว่า 1.7 แสนครั้ง
พรรคประชาธิปัตย์ รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์โดยรวมกว่า 7 ล้าน แม้กระแสจะไม่ได้รุนแรงเหมือน 3 พรรคด้านบน แต่การใช้ผู้นำอย่าง ชวน หลีกภัย ออกมาสื่อสารในช่วงปีใหม่ก็นับว่าสร้างทิศทางที่ดีให้แก่พรรคการเมืองโดยโพสต์ของนายชวน หลีกภัย ได้รับเอนเกจเมนต์ไปมากกว่ากว่า 1.7 แสนครั้ง ที่กล่าวได้ว่ายังคงเรียกยอดไลก์และคอมเมนต์จากฐานเสียงอนุรักษ์นิยมได้เสมอ
นอกจากนี้ การกลับมาของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะหัวหน้าพรรคถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งชื่อเสียงเดิม แต่เป็นการชูจุดยืนชัดเจนด้วยนโยบาย "ไทยหายจน" พร้อมกับ "การสร้างบ้านเมืองที่สุจริต" เพื่อดึงฐานเสียงให้กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง จากการเปิดปราศรัยครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา อีกทั้งการได้มาซึ่งเลขที่พรรค 27 ยังทำให้ชาวโซเชียลพูดถึงความ "สมพงศ์" และเป็นลางดีในครั้งนี้อีกด้วย
พรรคเศรษฐกิจ ครองอันดับ 5 ด้วย 5.8 ล้านเอนเกจเมนต์ เบียดขึ้นมาติด Top 5 แซงหน้าพรรคไทยสร้างไทย (5,223,292 เอนเกจเมนต์) และพรรคกล้าธรรม (4,635,652 เอนเกจเมนต์)
พรรคเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโพสต์ “ความจริงต้องรู้ MOU44” เป็นโพสต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยกวาดยอดเข้าชม (views) ไปมากกว่า 5 ล้าน นอกจากนี้พรรคเศรษฐกิจยังเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก และย้ำในเรื่องปากท้องที่สะท้อนว่านี่สิ่งที่ชาวเน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอุดมการณ์ ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ คอนเทนต์ที่นำเสนอทางรอดทางเศรษฐกิจจึงถูกค้นหาและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง
การเลือกตั้ง 2569 เข้าสู่ช่วงสำคัญของการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และประชามติ ในวันที่ 3 - 5 มกราคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน เตือนประชาชนกว่า 1 ล้านคน ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขต โดยเน้นย้ำถึง "#ลงทะเบียน2เรื่อง เพื่อ #เข้าคูหา2รอบ"
โพสต์จาก TikTok เช่น "ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเถอะอ้วรรรร #foryoupage #เลือกตั้ง69" (เอนเกจเมนต์กว่า 3.8 แสนครั้ง) และ "ด่วน! ก่อนหมดเขต ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า" (เอนเกจเมนต์กว่า 9.6 หมื่นครั้ง) แสดงให้เห็นถึงการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ ออกมามีส่วนร่วมอย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่าย อีกทั้ง TikTok ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญที่มีการพูดถึงเลือกตั้ง และชวนให้ไปใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์รูปแบบ Short Video ได้ก้าวเข้ามามีบทบาท และอิทธิพลต่อชาวโซเชียลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่นับเป็นกำลังสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้
บทสรุปเมื่อ "กระแสบนโลกออนไลน์" ปะทะ "บัตรเลือกตั้ง"
จากข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า "พรรคประชาชน" คือผู้ได้รับความนิยมในด้านการรับรู้ด้วยยอดเอนเกจเมนต์ที่พุ่งสูงกว่า 70 ล้านครั้ง ทว่าในโลกการเมือง ยอดตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่รวมทั้ง "เสียงตำหนิ" และ "เสียงชม" เข้าไว้ด้วยกัน ความท้าทายของพรรคประชาชน จึงไม่ใช่แค่การสร้างไวรัลบนโซเชียล แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ยอดเอนเกจเมนต์” ให้กลายเป็น “คะแนนเสียง” ในหีบเลือกตั้ง
ในขณะเดียวกัน พรรคอันดับรองลงมาอย่าง “เพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” ที่แม้จะมีตัวเลขบนหน้าจอไม่สูงเท่า แต่กลับได้เปรียบในเรื่องฐานเสียงเดิมและหัวคะแนนในพื้นที่ ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้ง
สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองไทยยุค 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การชิงพื้นที่บนหน้าสื่อ หรือเวทีปราศรัยแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการบริหารจัดการ "Digital Footprint" ที่ทุกการกระทำสามารถกลายเป็นกระแสที่สร้างโอกาส หรือทำลายล้างคะแนนนิยมได้ในพริบตา บทสรุปของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ใครถูกพูดถึงบนโซเชียลมากที่สุด แต่วัดกันที่ใครจะสามารถดึง “ผู้คนบนโซเชียล” ให้ยอมเดินเข้าคูหาไป “กาบัตรเลือกตั้ง” ให้กับพรรคของตนได้มากที่สุด