
SHORT CUT
'กระติ๊บ ณยกร ดำรงรัตน์' ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯเขต 4 เขตคลองเตย เขตวัฒนา จากพรรคเพื่อไทย ผู้อยากทำให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตประจำวันที่ดีและง่ายขึ้นกว่าเดิม
หากเอ่ยถึงพื้นที่ 'คลองเตย' สิ่งที่หลายๆ คนจะนึกถึงคงหนีไม่พ้น ชุมชนแออัดขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนหรือแรงงานอาศัยอยู่ในพื้นที่เพื่อต่อสู้กับความยากจนจำนวนมากหรือหากมองไปในมุมที่มืดกว่านั้นก็จะนึกถึงอบายมุข สิ่งผิดกฏหมายต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในพื้นที่
สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทุกคนที่จะต้องระดมไอเดียเพื่อนำมาขายให้กับคนในพื้นที่ให้ 'เห็นชอบ' และเลือกตัวเองเข้าไปผลักดันนโยบายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได้จริงแบบเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 4 ปี
ท่ามกลางนโยบายมากมายจากผู้สมัคร สส. ต่างพรรคที่นำเสนอขายให้กับคนพื้นที่ แต่สำหรับ 'กระติ๊บ ณยกร ดำรงรัตน์' ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯเขต 4 เขตคลองเตย-วัฒนา พรรคเพื่อไทย เธอกลับเลือกนำเสนอนโยบายแบบ 'Back to basics' คือ การกลับไปสู่หลักการพื้นฐานที่สำคัญ และเรียบง่ายที่สุดแต่ช่วยทำให้ชีวิตทุกวันของคนในพื้นที่ดีและง่ายขึ้นกว่าเดิม
แม้จะดูเป็นเปรียบเทียบแบบผิดฝาผิดตัวไปหน่อยแต่กระติ๊บก็ได้อธิบายว่าจริงๆ แล้ว แมนเชสเตอร์ กับ คลองเตย มีสิ่งที่เหมือนกันนั่นคือการเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของ “กลุ่มฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ” ที่คอยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและประเทศเดินไปข้างหน้า
“แมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่เติบโตมาจากแรงงานชนชั้นอาชีพ คล้ายกับคลองเตยที่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพใช้แรงงานเช่นกัน”
พื้นที่บริเวณคลองเตยนั้นมีการวางแผนพัฒนาพื้นที่มาอย่างยาวนานและหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ท่าเรืออัจฉริยะ ทางด่วนสำหรับขนถ่ายสินค้า แลนด์มาร์ก มิกซ์ยูสต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาเมืองและพื้นที่ให้เจริญมากขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่คนพื้นที่ต้องแลกก็คือ การสูญเสียที่หลับนอนจากการถูกเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปสร้างสิ่งเหล่านั้นทดแทน
โดย กระติ๊บ มองว่าการพัฒนาเมืองนั้นเป็นสิ่งจำเป็นแต่ก็ควรมีทางออกที่ดีพอเพื่อช่วยเหลือคนในพื้นที่ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตต่อไปแบบได้รับผลกระทบไม่มากเกินไป
“เราไม่สามารถย้ายคนคลองเตยทั้งหมดไปอยู่หนองจอกได้ ไม่งั้นจะเกิดปัญหาเรื่องการเดินทางเพราะเมืองและธุรกิจในกรุงเทพยังจำเป็นและต้องพึ่งพากลุ่มคนเหล่านี้อยู่”
“สิทธิความมั่นคงในที่อยู่อาศัย” คือสิ่งแรกที่เธอรู้สึกว่าคลองเตยในปัจจุบันกำลังขาดไป เพราะด้วยแผนการพัฒนาเมืองในหลายจุดทำให้กระทบโดยตรงต่อพื้นที่อยู่อาศัยของคนคลองเตย
โดยเธอย้ำว่าวิธีแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่การที่รัฐยกพื้นที่ให้แบบถาวรแต่เป็นการมี “สัญญาให้เช่าใช้พื้นที่” เพื่อให้คนเหล่านั้นมั่นใจและมีความมั่นคงในพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่เมือง
นอกจากปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยแล้ว กระติ๊บ ยังมองว่ามีอีก 2 ด้านที่จำเป็นสำหรับคนในพื้นที่ตอนนี้คือ ระบบสาธารณสุข และ ระบบขนส่งสาธารณะ
“แม้ในพื้นที่จะมีศูนย์บริการสาธารณสุขอยู่แต่ก็ยังไม่ได้ครอบคลุมกับจำนวนประชากรในพื้นที่เรามองว่าจุดนี้มีความสำคัญเพราะถ้าเรามีศูนย์บริการที่เพียงพอต่อประชากรก็จะช่วยลดจำนวนประชากรที่ไปรอใช้บริการที่โรงพยาบาลได้ด้วย”
ส่วนปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่เกิดจากการเปลี่ยนเส้นทางการวิ่งของรถสาธารณะนั้น เธอมองว่าวิธีการแก้ปัญหาให้คนในพื้นที่แบบง่ายที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถให้ตอบโจทย์และครอบคลุมการใช้งานของคนในพื้นที่มากขึ้นแต่ถ้าหากปรับเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ การเพิ่มรถสาธารณะขนาดเล็ก เช่น รถสองแถวแดงหรือรถกระป้อของรัฐ ก็จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น
เธอเล่าว่า คนในพื้นที่คงไม่ได้เปลี่ยนไปจากนี้มาก แต่ชีวิตของพวกเขาต้องง่ายขึ้นกว่าเดิมเช่น การมีรถสาธารณะขนาดเล็กไว้ให้คนพื้นที่ได้เลือกใช้เวลาเดินทางไปโรงพยาบาล อีกเรื่องคือ พื้นที่อยู่อาศัยที่เราจำเป็นต้องให้คนในพื้นที่รู้กระบวนการและทำสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อให้พวกเขามั่นใจ และมีความมั่นคงในพื้นที่มากขึ้น
“เราไม่ได้มองภาพที่มันไกลเกินเอื้อม แค่อยากให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าชีวิตทุกวันของเขาดีขึ้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
การจะเป็น สส. ได้นั้นคือคุณต้องเป็นผู้ชนะผู้สมัครจากพรรคอื่น ๆ เธอมองว่า ตัวแทนจากทุกพรรคล้วนมีเจตนาที่ดีที่อยากทำเพื่อคนในพื้นที่รวมถึงตัวเธอเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอเลยไม่รู้สึกว่าต้องจับตาหรือกังวลกับคู่แข่งจากพรรคไหนเป็นพิเศษ
“ต่อให้ไม่ได้รับเลือกแต่เราก็จะได้ข้อมูลจากการลงพื้นที่ทั้ง 2 เขตซึ่งข้อมูลพวกนี้เราสามารถนำไปต่อยอดเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทั้งกับคนในพื้นที่และเขตอื่น ๆ ต่อไปได้ในอนาคต”
พรรคเพื่อไทยถือเป็นพรรคใหญ่ที่มีความนิยมจากประชาชนสูงมาก เราเชื่อกันว่ากระติ๊บน่าจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดลับเหล่านั้นมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเธอก็ได้สรุปให้เราฟังแบบง่าย ๆ ว่า เน้นทำในสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชนเป็นหลัก
“เราไม่ได้ถูกถ่ายทอดเรื่องการบริหารอำนาจกับคนในพื้นที่ขนาดนั้น โดยเราก็ได้เรียนรู้ มาว่าต้องทำอะไรแบบไหนยังไงถึงจะตอบโจทย์ประชาชน”
ด้วยความเป็นลูกหม้อของพรรคเพื่อไทยมานานทำให้เธอได้เห็นว่าพรรคจะเน้นเรื่อง แนวนโยบายเป็นหลักและมีความพยายามทำอะไรโดยให้ประชาชนพอใจหรือสบายใจที่สุด เช่น เรื่องไหนที่เสนอแล้ว ประชาชนไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย ทางพรรคยินดีพร้อมถอยให้เพื่อลดกระแสต่อต้านนั้น
เป็นธรรมดาของมนุษย์เลยที่ต้องโดนคอมเมนต์สิ่งต่าง ๆ เพราะทุกคนมีสิทธิจะพูด มีสิทธิที่จะฟัง ดังนั้นเราจึงไม่ได้เอาตัวเองไปโฟกัสที่จุดนี้ขนาดนั้น เธอตอบคำถามพร้อมอธิบายเสริมว่า ในส่วนคอมเมนต์สร้างสรรค์เธอน้อมรับและยินดีนำไปปรับปรุง แก้ไขเพื่อให้ถูกต้องหรือดีขึ้นต่อไป
ฝากอะไรก็ได้ส่งท้ายให้ผู้อ่านหน่อย….
“ก็ขอฝากตัวเองไว้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับคนในพื้นที่เขตคลองเตยและวัฒนา กระติ๊บ ณยกร ดำรงรัตน์ เบอร์ 4 (บัตรสีเขียว) และ พรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 (บัตรสีชมพู) ค่ะ”