
SHORT CUT
การออกเสียงประชามติมี 3 ตัวเลือก คือ เห็นชอบ , ไม่เห็นชอบ และไม่แสดงความเห็น ผลประชามติจะถือเป็นข้อยุติได้ต่อเมื่อฝ่ายที่ชนะ (เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ) ต้องมีคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด
การออกเสียงประชามติ ถือเป็นกระบวนการประชาธิปไตยโดยตรงที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อนโยบาย หรือกฎหมายที่สำคัญของประเทศ สำหรับการออกเสียงที่จะถึง ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนจะพบกับคำถามสำคัญคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คู่มือประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนและผลลัพธ์ของการลงคะแนน โดยบัตรออกเสียงประชามติจะมีตัวเลือกให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 3 ทาง ได้แก่ เห็นชอบ, ไม่เห็นชอบ และ ไม่แสดงความเห็น โดยแต่ละทางเลือกมีนัยและผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในบัตรออกเสียงประชามติแบบประเด็นเดียว ผู้มีสิทธิสามารถแสดงความคิดเห็นได้ 3 กรณี โดยต้องทำเครื่องหมายกากบาท (X) เพียงเครื่องหมายเดียวในช่องที่ต้องการ คือ
การออกเสียงประชามติจะถือว่าเป็น "ข้อยุติ" ได้นั้น ต้องใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า คะแนนเสียงข้างมากนั้นต้องสูงกว่าคะแนน "ไม่แสดงความคิดเห็น" ในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้นด้วย
ดังนั้น การกากบาทในช่อง “ไม่แสดงความคิดเห็น” จึงมีผลต่อการตัดสินผลลัพธ์โดยตรง ไม่ใช่เพียงการสละสิทธิทั่วไป
หากเสียง “เห็นชอบ” มีจำนวนมากกว่าเสียง “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แสดงความเห็น” ก็ถือว่าข้อเสนอผ่านความเห็นชอบและนำไปสู่ขั้นตอนตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
การออกเสียงประชามติเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ หากผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิและไม่แจ้งเหตุจำเป็นภายใน 7 วันก่อนหรือหลังวันออกเสียง จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันออกเสียง โดยสิทธิที่ถูกจำกัด ได้แก่