
SHORT CUT
เปิด 3 ช่องทางกฎหมายที่จะใช้ “เช็กบิล” กกต. ได้ตามสิทธิ์ เมื่อความโปร่งใสมีเครื่องหมายคำถาม ดาบนี้จะไปถึงขั้นติดคุกหรือถูกถอดถอนหรือไม่
หลังจากจบภารกิจการเลือกตั้ง 69 ล่าสุดสถานการณ์กำลังทวีความร้อนแรง เมื่อปมปัญหา "หีบบัตร" ที่ชลบุรี เขต 1 และ "บัตรเขย่ง" ในอีกหลายพื้นที่ กลายเป็นจุดชนวนวิกฤตศรัทธา กกต.
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย และ อ.คมสัน โพธิ์คง สองนักวิชาการสะท้อนมุมมองสอดคล้องกันว่า กกต. ชุดนี้กำลัง "นั่งทับอำนาจ" ความล่าช้าในการตัดสินใจคืนวันเลือกตั้งส่งผลให้ปัญหาบานปลาย
แม้จะไม่ถึงขั้น เลือกตั้งสกปรกปี 2500 ที่มีการโกงแบบโจ่งแจ้ง แต่ความหละหลวมในการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ กลับเป็นช่องโหว่สำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้
อ.คมสัน โพธิ์คง ชี้หัวใจสำคัญในการเอาผิด กกต.ตามบรรทัดฐานกฎหมายไปที่ มาตรา 69 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับ มาตรา 157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เข้มข้นกว่าตรงที่เป็นกฎหมายเฉพาะที่ใช้กับองค์กรจัดการเลือกตั้งโดยตรง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "โครงสร้าง" ที่มาจากการสรรหาโดย สว. ชุดเก่า และกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนให้ กกต. ทั้ง 7 คน ทำหน้าที่เพียงวางนโยบาย แล้วโยนงานปฏิบัติให้สำนักงานและเลขาธิการฯ
ความห่างเหินระหว่าง "กรรมการ" กับ "หน้างาน" ทำให้เมื่อเกิดเหตุผิดปกติ เช่น มีบุคคลภายนอกช่วยนับคะแนน หรือเอกสารนับคะแนนถูกทิ้งถังขยะ กกต. จึงไม่สามารถสั่งการเชิงรุกได้ทันที
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ถึงขั้นเป็น "โมฆะ" ทั้งประเทศ แต่ กกต. ไม่ควรนิ่งเฉย นักวิชาการเตือนว่า "การนับคะแนนใหม่ในจุดที่มีปัญหา ไม่ใช่การยอมรับผิด แต่คือการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน" และหาก กกต. ยังเพิกเฉย ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ