
SHORT CUT
จากศึกชิงพื้นที่ในเขต 1 ชลบุรี ลุกลามสู่ดราม่าระดับประเทศ เมื่อชาวเน็ตตั้งข้อสงสัย บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นกุญแจที่ไขไปถึงตัวตนคนกาบัตร
การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ยังคงระอุไม่เลิก แม้ผลคะแนนจะชี้ชัดว่าพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะไปครอง แต่แรงกระเพื่อมจากฝั่งผู้สนับสนุน "พรรคประชาชน" กลับไม่ได้หยุดแค่การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในบางพื้นที่
ประเด็นที่ถูกยกระดับขึ้นมาจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้คือเรื่อง "บาร์โค้ด (Barcode) และ คิวอาร์โค้ด (QR Code)" ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าขัดต่อหลักการ "การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ" หรือไม่
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพบัตรเลือกตั้งสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) และสีเขียว (แบ่งเขต) ที่มีรหัสพิเศษปรากฏอยู่ ซึ่งต่างจากบัตรตัวอย่างที่ กกต. เคยเผยแพร่ว่ามีเพียงช่องกาคะแนนสะอาดตา ชาวเน็ตสายไอทีและนักคณิตศาสตร์ได้ร่วมกันถอดรหัสและพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า รหัสเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "ต้นขั้วบัตร"
โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan หนึ่งในผู้โพสต์วิเคราะห์เรื่องนี้ ระบุว่าหากรู้บาร์โค้ดบนบัตร ก็สามารถใช้สูตรคณิตศาสตร์คำนวณย้อนกลับไปหา "เล่มที่" ของบัตรใบนั้นได้ทันที, ซึ่งหากข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ส. 1/3) ที่ระบุว่าใครได้รับบัตรจากเล่มไหนไป ก็อาจทำให้ทราบได้ว่า "ใครกาเบอร์อะไร"
ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาสยบดราม่า โดยชี้แจงว่า บาร์โค้ดดังกล่าวคือ มาตรการรักษาความปลอดภัย (Security) เพื่อควบคุมการพิมพ์ การกระจายบัตร และป้องกันบัตรปลอมหรือบัตรสอด,, กกต. ยืนยันว่าในขั้นตอนปฏิบัติ ไม่มีการจดบันทึกว่าผู้ใช้สิทธิรายใดได้รับบัตรหมายเลขอะไร ลายเซ็นของผู้มีสิทธิจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส่วนรหัสจะอยู่บนบัตร ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บัตรเลือกตั้งชุดนี้มีต้นทุนการพิมพ์สูงและมี Spec พิเศษ ทั้งลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสง UV ส่อง และตัวหนังสือขนาดจิ๋ว (Micro Text) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตามระเบียบ กกต. ข้อ 129,
อย่างไรก็ตาม คุณสมชัยได้ทิ้งปมที่น่าสนใจไว้ว่า แม้เจตนาจะมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่หาก "เลขที่บัตร" ถูกออกแบบมาให้ย้อนกลับไปยัง "เล่มที่" ได้ และเล่มที่นั้นมีการควบคุมว่าใช้ในหน่วยใด ใครเป็นผู้เซ็นรับบัตรลำดับที่เท่าไหร่ "งานนี้อาจจะงอก" เพราะอาจขัดต่อมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุให้การออกเสียงต้องเป็น "ความลับ"
น.ต.ศิธา ธิวารี เปิดเผยข้อมูลถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงเรื่องการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า
ถ้าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต.ชี้แจง แสดงว่ากกต. รับรู้รับทราบ ในการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้
เหตุผลที่ กกต.ชี้แจงคือ การทำบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่า เป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต.
อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โค้ดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โค๊ดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง สส.เป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”
พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561มาตรา 96 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”
กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โค้ดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โค้ดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลัง สามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบ ถึงรายละเอียดตัวบุคคล ที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่?
ถ้าใช่ บาร์โค้ดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้นๆได้
แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique RunningNumber) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้
เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ:
“การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ”
โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่”
แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ
“โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”
สาระสำคัญคือ: ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้
เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อ ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Runing Number ที่ตรงกับต้นขั้นที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน
แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน
งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย
สังคมยังตั้งคำถามสำคัญอีกประเด็นคือ ทำไมบัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง) ถึงไม่มีบาร์โค้ด ทั้งที่หากเป็นเรื่องมาตรฐานการขนส่งและความปลอดภัย บัตรทุกประเภทควรมีระบบกำกับดูแลที่เหมือนกัน
ในทางการเมือง การขยายประเด็น "บาร์โค้ด" อาจมองได้ว่าเป็นความพยายามกดดันให้มีการนับคะแนนใหม่หรือจัดการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ, แต่ในแง่ของสิทธิประชาชน การตรวจสอบความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด
ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการบันทึกข้อมูลบุคคลผูกติดกับหมายเลขบัตรในขณะจ่ายบัตรจริง การกล่าวหากระบวนการทั้งหมดอาจยังขาดน้ำหนัก, แต่สิ่งที่ กกต. ต้องรีบทำคือการพิสูจน์ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนว่า "รหัสลับ" เหล่านั้น ไม่สามารถย้อนกลับไปทำลายความลับของประชาชนได้จริงหรือไม่? เพราะความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง คือรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย