
SHORT CUT
34 ปี พฤษภา 35 การเมืองไทยยังวนลูป ประชาธิปไตยให้แค่สิทธิแต่ไร้อำนาจตัดสินใจที่แท้จริง
รัฐธรรมนูญ 60 ถูกนักวิชาการมองว่าเป็นการ "แก้เกม" ของชนชั้นนำ ดึงการเมืองให้ถอยหลัง
ทางออกประเทศคือต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อร่วมสร้างฉันทามติใหม่และกติกาที่เป็นธรรม
34 ปี พฤษภา 35 การเมืองไทยเดินหน้าหรือวนลูป? นักวิชาการ-สื่อชี้ ประชาธิปไตยไทยเหมือนมีสิทธิแต่ไร้อำนาจ รัฐธรรมนูญ 60 ดึงถอยหลัง สังคมหวังสร้างฉันทามติใหม่
วาระครบรอบ 34 ปี หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สังคมไทยยังคงกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การต่อสู้ การสูญเสีย และความหวังที่เคยเป็นแรงผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น พาประเทศเดินหน้าต่อไปจริงหรือไม่ หรือการเมืองไทยเพียงแค่วนกลับมายังจุดเดิม
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา ‘เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง’ โดยผู้ร่วมเสวนาได้ใช้ ‘เพลง’ เป็นภาษากลางเพื่อสะท้อนอารมณ์ของสังคม ทั้งความหวัง ความเปราะบาง ไปจนถึงคำถามที่ว่าสังคมไทยยังมีฉันทามติร่วมกันอยู่หรือไม่
ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ได้เปรียบการเมืองไทยกับเพลง ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ของคาราบาว เพื่อสะท้อนภาพ ‘ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ’ ที่เต็มไปด้วยข้อยกเว้นและความย้อนแย้ง ซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติ ทว่าอำนาจในการตัดสินใจที่แท้จริงกลับไม่อยู่ในมือประชาชน
สอดคล้องกับช่วงท้ายที่ป๋าเต็ดเลือกเพลง ‘คนไม่มีสิทธิ์’ ของไมโคร มาอธิบายสภาวะที่ประชาชนมีสิทธิแค่บนกระดาษ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกติกาใหญ่ของประเทศได้ นี่คือความเจ็บปวดของประชาธิปไตยไทยที่ความหวังมักไปไม่ถึงจุดตัดสินใจ
ด้าน ติ่งข่าว-สมภพ รัตนวลี สะท้อนมุมมองผ่านเพลง ‘คนนี้คนไทย’ ของ TangBadVoice ว่าสังคมไทยอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น แต่กลับถูกบั่นทอนจนติดอยู่กับความรู้สึกที่ว่า "ก็ทำกันเท่านี้แหละ" ซึ่งเป็นความหวังที่ถูกห่อหุ้มด้วยความเหนื่อยล้าและความชินชา แต่ถึงอย่างนั้น ติ่งข่าวก็ปิดท้ายด้วยเพลง ‘SuckSeed ห่วยขั้นเทพ’ เพื่อบอกว่าแม้จะเผชิญความล้มเหลว แต่มันก็ต้องมีสิ่งดี ๆ ซ่อนอยู่บ้าง
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ชี้ให้เห็นว่า พฤษภา 35 เคยสร้างความหวังในการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ ผ่านรัฐธรรมนูญ 2540 รวมถึงสร้างเส้นแบ่งความชอบธรรมว่ารัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับประชาชน ทว่าในเวลาต่อมาความรุนแรงทางการเมืองก็กลับมาปะทุอีกครั้ง
อ.สิริพรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีร่องรอยของการ ‘แก้เกม’ จากชนชั้นนำ โดยเฉพาะการให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการดึงการเมืองย้อนกลับไปคล้ายรัฐธรรมนูญ 2521 นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงสิทธิเสรีภาพในยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มองว่ารัฐมีหน้าที่ต้องรับประกันความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คาดหวังแค่ ‘หน้าที่’ จากฝั่งประชาชนเพียงอย่างเดียว
บทสรุปจากเวทีนี้คือ สังคมไทยไม่เคยขาดความหวัง แต่สิ่งที่เราขาดหายไปคือ ‘ฉันทามติอย่างลึกซึ้ง’ อ.สิริพรรณ ระบุว่า ในยุคหลังพฤษภา 35 สังคมมีเป้าหมายร่วมกันชัดเจนในการผลักดันประเด็นประชาธิปไตย แต่วันนี้ พลังที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงกลับมาขัดแย้งและไม่ไว้วางใจกันเอง จนทำให้การสร้างฉันทามติใหม่กลายเป็นเรื่องยาก
ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอว่า ไม่ว่าประชาชนจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนยันที่จะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันและร่วมสร้างฉันทามติใหม่ เพราะบทเรียน 34 ปีชี้ให้เห็นว่า ความหวังต้องไม่หยุดอยู่แค่ความรู้สึก แต่ต้องถูกแปลงสภาพให้เป็นกติกาและรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง