
SHORT CUT
ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน มีการคาดการณ์ผลคำวินิจฉัย 3 แนวทาง คือ พ.ร.ก. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญและเดินหน้าได้, ขัดรัฐธรรมนูญและตกไปทั้งฉบับ, หรือขัดรัฐธรรมนูญเฉพาะบางส่วนที่ไม่เร่งด่วน
วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 9 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดี และเห็นว่าพยานหลักฐานที่คู่กรณีเสนอมีความครบถ้วนเพียงพอ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทในประเด็นกฎหมาย จึงมีคำสั่ง ยุติการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัย
ผลคำวินิจฉัยในครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงชี้ขาดความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงินเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อไป
วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อนำไปใช้รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และลงทุนในโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้หลายโครงการต้องชะลอหรือยุติลง รวมถึงอาจกระทบต่อการจัดหาแหล่งเงินทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในทางกลับกัน หากศาลเห็นว่าการออก พ.ร.ก.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถเดินหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง
แนวทางแรก คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนดครั้งนี้ ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 172 เพราะไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอ
หากเป็นเช่นนี้ พ.ร.ก.จะสิ้นผลบังคับทั้งฉบับ ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจกู้เงินตามวงเงิน 400,000 ล้านบาทได้ โครงการต่าง ๆ ที่เตรียมดำเนินการอาจต้องยุติ หรือกลับไปเริ่มกระบวนการตรากฎหมายใหม่ผ่านรัฐสภา
แนวทางนี้อาจกระทบต่อแผนลงทุนด้านพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เนื่องจากต้องใช้เวลาพิจารณากฎหมายใหม่
อีกแนวทางหนึ่ง คือ ศาลเห็นว่า สถานการณ์ด้านพลังงานเข้าหลักเกณฑ์ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172 ทำให้การออก พ.ร.ก.เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
หากศาลวินิจฉัยในลักษณะนี้ รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าโครงการทั้งหมดตามแผน ทั้งการกู้เงิน การลงทุน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนการออกกฎหมายใหม่
อีกแนวทางที่ถูกจับตา คือ ศาลอาจวินิจฉัยแบบแยกสาระสำคัญของ พ.ร.ก.โดยศาลอาจเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชนหรือมาตรการบรรเทาวิกฤตพลังงานเฉพาะหน้ามีความจำเป็นเร่งด่วน จึงสามารถดำเนินการต่อได้
แต่ในส่วนของโครงการลงทุนระยะยาว หรือโครงการที่เป็นการวางโครงสร้างพลังงานในอนาคต อาจถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 172 และควรใช้กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาแทน
แนวทางนี้จะทำให้รัฐบาลยังสามารถใช้เงินบางส่วนได้ แต่ต้องปรับแผนการดำเนินโครงการใหม่
คำวินิจฉัยคดีนี้อาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการออกพระราชกำหนดในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา การตีความคำว่า 'กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน' ตามมาตรา 172 เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมาโดยตลอด หากศาลมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน จะเป็นแนวทางให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปใช้เป็นกรอบในการออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน
ที่มา : thansettakij