
SHORT CUT
'กังฟู' จี้ทบทวนงบกลาโหม หลังทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่ศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–ที่ชาร์จรถไฟฟ้า–จอ LED 98 นิ้ว พร้อมเสนอชะลอจ่ายเงินเรือดำน้ำจีน
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ ‘กังฟู’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณกระทรวงกลาโหม หลังพบรายการของบประมาณสำหรับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และจอ LED ขนาด 98 นิ้ว ภายในสำนักงานศรีสมาน รวมถึงงบของที่ระลึกและการจัดเลี้ยง
นายวสวรรธน์ระบุว่า ขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งด้านเส้นทาง อุปกรณ์ ความเป็นอยู่ และความปลอดภัย กลับมีการเสนอใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้สำนักงานส่วนกลาง จึงควรมีคำชี้แจงอย่างชัดเจนว่า แต่ละรายการมีความจำเป็นและเร่งด่วนต่อภารกิจด้านความมั่นคงมากเพียงใด
‘ทหารตัวเล็กอยู่หน้าแนว ต้องเสี่ยงชีวิตและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ทหารในห้องแอร์กลับมีงบซื้อโซลาร์เซลล์ ที่ชาร์จรถไฟฟ้า และจอ LED ขนาด 98 นิ้ว คำถามคือ เงินภาษีของประชาชนควรถูกนำไปช่วยคนที่ยืนเฝ้าแผ่นดินก่อนหรือไม่’
นายวสวรรธน์ย้ำว่า งบประมาณกลาโหมทุกบาทควรถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลและกองทัพควรให้น้ำหนักกับชีวิต ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของกำลังพลแนวหน้าเป็นลำดับแรก
พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผล ความจำเป็น วงเงิน และประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า งบประมาณด้านความมั่นคงจะถูกใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพิ่มความสะดวกสบายให้สำนักงานส่วนกลาง
นอกจากนี้ นายวสวรรธน์ยังเสนอให้รัฐบาลและกองทัพเรือทบทวนหรือชะลอการจ่ายเงินโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ 1 ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 มีการตั้งงบชำระไว้จำนวน 2,686.44 ล้านบาท จากวงเงินโครงการทั้งหมด 13,074.93 ล้านบาท
นายวสวรรธน์ให้เหตุผลว่า ในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนยังเปราะบาง ประกอบกับมีรายงานว่าจีนส่งมอบรถถัง T59D จำนวน 40 คันให้กัมพูชา รัฐบาลควรทบทวนลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ และนำงบไปสนับสนุนกำลังพล อุปกรณ์ และภารกิจเร่งด่วนตามแนวชายแดนก่อน
ทั้งนี้ นายวสวรรธน์ยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านโครงการจัดหาเรือดำน้ำ แต่เห็นว่าควรชะลอการจ่ายเงินออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความจำเป็นในการใช้งบประมาณของประเทศจะมีความเหมาะสมมากกว่านี้