
SHORT CUT
เปิดสำนวน กกต. แฉยับกลโกง 'ฮั้ว สว.' 10 พฤติการณ์น่ารังเกียจ ล็อกสูตร-เกณฑ์คน-เซ็นใบลาออกล่วงหน้า รอลุ้นวัดใจนายกฯ
กระแสข่าวเรื่อง 'ฮั้ว สว.' กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองไทย เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ออกมาลั่นวาจาเสียงแข็งว่า “หากพฤติกรรมฮั้วนี้มีอยู่จริง มันคือสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด และรัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น
ทว่าเบื้องหลังคำปฏิเสธนั้น สำนวนการสืบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. กลับชี้ให้เห็นรอยแผลลึกของการใช้อำนาจเงินและอิทธิพลอย่างเป็นระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือเกมการเมืองรูปแบบใหม่ที่ริเริ่มโดย “กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ในพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง” แทนที่จะใช้จิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยต่อสู้กันอย่างใสสะอาด แต่กลับเลือกใช้วิธีฮั้วเพื่อยึดครองสภาสูง ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติที่มีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศอย่างยิ่ง
การทุจริตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม ๆ หรือไร้ทิศทาง แต่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและเป็นขั้นเป็นตอน โดยกลุ่มผู้บงการถึงขั้นดึง 'นักคณิตศาสตร์' เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในเครือข่าย เพื่อคำนวณสูตรกระจายคะแนนและล็อคตัวเลขโหวตเตอร์อย่างแม่นยำ
ก่อนจะนำแผนการเชิงลึกนี้ไปเสนอรายงานต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ณ ที่ทำการพรรคการเมืองใหญ่ ที่น่าตกใจคือ ผู้ร่วมรับฟังในวันนั้นมีตั้งแต่ระดับ 'ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค' หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค
อีกทั้งกระบวนการวางแผนยังทำกันเป็นความลับสุดยอด มีการสั่งเก็บโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อป้องกันการอัดภาพและเสียง และใช้อุปกรณ์แฟลชไดรฟ์ออฟไลน์ (Offline Flash Drive) เพื่อป้องกันหลักฐานดิจิทัลตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเข้าข่ายพฤติการณ์ซ่องโจรอย่างชัดเจน
เมื่อแผนการบนหอคอยงาช้างได้รับไฟเขียว เครือข่าย ส.ส. ของพรรคในแต่ละจังหวัดก็เริ่มขยับตัวทันที ปฏิบัติการกวาดเกณฑ์และระดมคนลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. ถูกสั่งการลงไปยังระดับอำเภอ เพื่อเป้าหมายในการแทรกซึมให้ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ โดยมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่คุยกันไว้แต่เนิ่น ๆ นั่นคือสูตรโควตาเก้าอี้ สว.
โดยหาก ส.ส. หรือหัวหน้าทีมคนใดสามารถจัดหาและรวบรวมโหวตเตอร์ระดับชาติเข้ามาอยู่ในกลุ่มฮั้วได้ตั้งแต่ 15-20 คน จะได้รับสิทธิ์โควตาที่นั่ง สว. ตัวจริงไปเลย 1 เก้าอี้ทันที ทำให้กระบวนการเลือกตั้งระดับชาติกลายเป็นระบบแบ่งเค้กกันอย่างลงตัว
ท่อน้ำเลี้ยงในกระบวนการนี้ไหลสะพัดอย่างมหาศาล โดยมีห้องประชุมภายในที่ทำการพรรคทำหน้าที่เป็นสถานที่นัดแนะและเปิดตัว 'หัวจ่ายงบประมาณ' จากคำให้การของพยานที่เล่ารายละเอียดโครงสร้างห้อง ทิศทางของหน้าจอ LED และสิ่งตกแต่งในห้องได้อย่างชัดเจน ชี้ว่ามีการอนุมัติงบประมาณเบื้องต้นให้แต่ละจังหวัดที่มีปฏิบัติการเกณฑ์คนสูงถึงจังหวัดละ 1 ล้านบาท เพื่อนำไปกระจายต่อให้กับโหวตเตอร์ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ กระบวนการนี้พยายามหลีกเลี่ยงระบบสลิปและธนาคารออนไลน์เพื่อป้องกัน ปปง. แกะรอยเส้นเงิน ซึ่งสะท้อนกลโกงคล้ายกรณีการทุจริตสอบข้าราชการที่ส่งมอบเงินสดกันในโกดังลับเพื่อปกปิดร่องรอยความผิด
หนึ่งในพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจที่สุดในสำนวนสืบสวนคือ 'ระบบป้องกันการทรยศหักหลัง' กลุ่มผู้สมคบคิดควบคุมเครือข่ายไว้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยการบังคับให้โหวตเตอร์ทุกคนต้องเซ็น 'ใบลาออกล่วงหน้า' เอาไว้ โดยใบลาออกนี้จะไม่ลงวันที่และไม่ระบุตำแหน่งที่ชัดเจน แต่ให้ลงชื่อและแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอาไว้ให้แกนนำพรรคถือครอง
เอกสารมัดตราสังฉบับนี้จะถูกนำมาใช้ควบคุมทั้งผู้ที่ได้เก้าอี้ สว. ตัวจริง และกลุ่มโหวตเตอร์พลีชีพที่อาจจะได้รับตำแหน่งตอบแทนในภายหลัง เช่น ผู้ช่วย สว., ผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษา ป้องกันไม่ให้มีผู้ใดกล้าแตกแถวหรือหันมาแว้งกัดผู้มีอิทธิพลของพรรคในภายหลังอย่างเด็ดขาด
ความอุกอาจลุกลามไปจนถึงระดับผู้บริหารประเทศ เมื่อสำนวนระบุว่ามีการระดมแกนนำทุกระดับ ตั้งแต่เสนาบดี (รัฐมนตรี) ส.ส. และอดีต ส.ส. มาร่วมจัดอบรมและติวเข้มโหวตเตอร์ตามโรงแรมและรีสอร์ทในเครือข่ายกว่า 8-12 แห่ง ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เสนาบดีบางรายถึงขั้นใช้ “ห้องทำงานในกระทรวง” เป็นสถานที่เจรจาดีลลับ นัดแนะให้ทีมงานใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ในการเลือกตั้งเพื่อความสะดวกในการประสานงาน และยังมีการกล่าวอ้างถึงสถาบันหลักของชาติเพื่อกดดันไม่ให้เครือข่ายกล้าคิดคดหักหลัง
ทั้ง 10 พฤติการณ์นี้ทำให้คณะที่ 26 ของ กกต. เสนอสอยใบดำ-แดง 229 ราย และเสนอส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 'ยุบพรรคการเมืองใหญ่' ทันที
ด่านนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่จะวัดใจกระบวนการยุติธรรมและตัวนายกรัฐมนตรีว่าจะกล้าตัดเนื้อร้ายทิ้งหรือจะปล่อยผ่านไป
ที่มา : เนชั่นทีวี