ประธานสภากทม. ปัดตกรถขยะ EV 6 พันล้าน 'วิพุธ' มองความเสี่ยงเป็นโอกาสพัฒนาเมือง

ประธานสภากทม. ปัดตกรถขยะ EV 6 พันล้าน 'วิพุธ' มองความเสี่ยงเป็นโอกาสพัฒนาเมือง

เจาะลึกปมสภา กทม. หักดิบตัดงบรถขยะ EV 6 พันล้าน! ฝ่ายค้านงัด 7 พิรุธซัดบริหารแบบตีเช็กเปล่า ขณะที่วิพุธยันให้งบเดินหน้าเพื่อโอกาสเมืองสะอาด

SHORT CUT

  • สภา กทม. มีมติเสียงข้างมากตัดงบประมาณโครงการเช่ารถเก็บขยะไฟฟ้า (EV) มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท
  • ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธหลายประการ เช่น การเสนอของบโดยไม่มีร่าง TOR, ความล้มเหลวของโครงการในอดีต และการปฏิเสธที่จะทดลองวิ่งรถก่อนทำสัญญา
  • ฝ่ายบริหาร กทม. ชี้แจงว่าโครงการนี้เป็นโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมสะอาดและช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มหาศาล
  • ฝ่ายค้านมองว่าปัญหาที่แท้จริงคือการขาดแคลนพนักงานเก็บขยะ ไม่ใช่การขาดรถ และการเช่ารถมาขับเองไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้

เจาะลึกปมสภา กทม. หักดิบตัดงบรถขยะ EV 6 พันล้าน! ฝ่ายค้านงัด 7 พิรุธซัดบริหารแบบตีเช็กเปล่า ขณะที่วิพุธยันให้งบเดินหน้าเพื่อโอกาสเมืองสะอาด

กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนสภาเสาชิงช้า เมื่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติ 27 ต่อ 19 เสียง (งดออกเสียง 4) ลงมติ 'ตัดงบประมาณ' โครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) หรือรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน รวม 3 โครงการ วงเงินผูกพันสูงถึง 6,038,582,000 บาท ออกทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการสลับขั้วจับมือกันเฉพาะกิจระหว่าง ส.ก. พรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยบางส่วน เพื่อคานอำนาจฝ่ายบริหารและกลุ่มคนทำงาน 

พรรคประชาชนแฉ 'ตีเช็กเปล่า 6,000 ล้าน' ไร้ TOR ให้สภาดู

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้เปิดเผยถึงสาเหตุสำคัญที่ ส.ก. ไม่สามารถปล่อยผ่านงบประมาณก้อนนี้ได้ เนื่องจาก กทม. เสนอขอตั้งกรอบวงเงินสูงถึง 6,000 ล้านบาท แต่กลับประกาศกลางสภาว่า 'ไม่มีร่าง TOR' ให้สภาฯ ร่วมพิจารณา ทั้งที่ กทม. เพิ่งผ่านการสืบราคาจากเอกชนมา

ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนหลังไป 3 ปีที่ผ่านมา สภา กทม. เคยอนุมัติงบโครงการเกี่ยวกับรถขยะ EV ให้ กทม. ไปแล้วถึง 11 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท แต่กลับ 'ล่มคามือ' ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้แม้แต่คันเดียว เนื่องจากปัญหาการเขียน TOR ที่ส่อล็อกสเปก กีดกันการแข่งขัน และเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายจนถูกร้องเรียน

 

นอกจากนี้ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ กรณีตัดงบรถขยะ EV ของกทม. โดยชี้แจงบางช่วงบางตอนว่า 'ในสภากทม.มีลูกรักกับลูกไม่รัก กลุ่มหนึ่งตัดงบ โนดรามา เราโหวตให้ ไม่อวย พอเรามาตัดเพราะคุณไม่มีรายละเอียดเรื่องงบประมาณ มีเอกสาร 4-5 แผ่น ที่เป็นรายละเอียดแค่นี้ ทำให้ขัดขวางความเจริญ

แล้วสมัยรอบที่แล้วที่ตัดคือขัดขวางความเจริญมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วแล้ว อีกกลุ่มขัดขวางความเจริญมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ที่ดรามาเนี่ย

ด้านภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.พรรคประชาชน เผยว่า "เราไม่ใช่ลูกป๊า ทำอะไรก็ผิด คนอื่นเขาตัดไม่เห็นดรามา เราตัดโอ้โห การมองโลกขาวกับดำ อีวีแปลว่าต้องไปดีเซล แต่การบริหารเมืองไม่ได้มีแค่หนึ่งตัวเลือก

สส.ศุภณัฐ กล่าวเสริมว่าพอไม่ผ่านปีนี้ปีเดียว ดรามา ทั้งที่ผ่านมาเราช่วยตลอดทุกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ไม่ช่วย แต่รายละเอียดมันไม่ได้ หลักการมันก็มีปัญหา แต่อยากจะทำงานด้วย เพราะทำงานร่วมกันตลอด ไม่ใช่ว่าอนาคตทั้งชาติ กทม.จะไม่มีรถอีวี ไม่ใช่ ท่านผู้ว่าฯ เสนองบ กลางปี หรือปีหน้าก็ได้ ถ้ามีรายละเอียดครบปีหน้าก็เสนอมา ลดสัดส่วนการเช่าหน่อย เพิ่มสัดส่วนเอาท์ซอร์สก็ได้

 

'วิพุธ' งัดเหตุผลสู้ มองความเสี่ยงเป็น 'โอกาส' พัฒนาเมือง

ด้าน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก (กลุ่มคนทำงาน) ซึ่งลงมติเห็นชอบให้เดินหน้ากรอบงบประมาณ ได้ออกมาชี้แจงมุมมองตรงข้ามว่า การพิจารณางบประมาณเป็นเพียง "ด่านแรก" ไม่ใช่ด่านสุดท้าย สภา กทม. ยังมีกลไกคณะกรรมการวิสามัญและคณะกรรมการชุดต่างๆ ในการติดตาม ตรวจสอบ และเรียกขอดูเอกสารในขั้นตอนการทำ TOR ราคากลาง และการตรวจรับได้ในทุกขั้นตอน 

โดยมองว่าโครงการนี้คือ 'โอกาส' สำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่นวัตกรรมสะอาด ช่วยประหยัดงบประมาณค่าเชื้อเพลิงได้มหาศาลถึงกว่า 4,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 5 ปี บนเงื่อนไขสำคัญว่ารถใหม่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะการจัดเก็บขยะได้จริงและไม่ทำให้คุณภาพบริการลดลง

ปมย้อนแย้ง 'เจ้าพ่อแห่งการ Pilot' แต่กลัวทดลองวิ่งจริง

หนึ่งในจุดโฟกัสสำคัญคือข้อเสนอแนะจากสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ส่งถึง ครม. ว่าควรให้ กทม. ทำการ Pilot ทดลองนำรถขยะ EV มาวิ่งจริง 1-2 เดือน ก่อนที่จะเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว แต่ฝ่ายบริหาร กทม. กลับปฏิเสธและยืนยันว่าจะไม่มีการทดลองวิ่งก่อนเซ็นสัญญาเด็ดขาด ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามถึงความย้อนแย้ง เพราะที่ผ่านมา กทม. มักวางตัวเป็น 'เจ้าพ่อแห่งการ Pilot' ทดลองทำโครงการนำร่องก่อนเสมอ แต่เหตุใดในโครงการมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่ง กทม. ยังไม่เคยมีประสบการณ์ใช้อุปกรณ์ประเภทนี้มาก่อน กลับเลือกที่จะไป 'เสี่ยงตายเอาดาบหน้า' ด้วยการเซ็นสัญญาก่อนแล้วค่อยทดสอบรถทีหลัง

ล็อกสเปกเอื้อเอกชน ความย้อนแย้งเรื่องสถานีชาร์จ

เมื่อเจาะลึกโครงสร้างสัญญา ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่า กทม. กำลังบริหารโครงการในรูปแบบที่ กทม. แบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด ต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ ที่ใช้วิธี Outsource จ้างเหมาเอกชน ซึ่งบีบให้เอกชนต้องรับผิดชอบทั้งตัวรถ คนขับ และสถานีชาร์จ แต่ กทม. กลับแยกส่วนด้วยการเช่ารถเอง ใช้พนักงาน กทม. ขับเอง และทำสัญญาชาร์จไฟเอง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความย้อนแย้งในนโยบาย เพราะในโครงการรถน้ำ EV กทม. กำหนดให้เอกชนเป็นผู้จัดทำสถานีชาร์จ แต่พอเป็นโครงการรถขยะ EV กทม. กลับแจ้งว่าสถานีชาร์จแพงและจะลงทุนทำสัญญาเองกับการไฟฟ้า

เกาไม่ถูกที่คัน ขยะตกหล่นเพราะ 'ขาดคน' ไม่ใช่ 'ขาดรถ'

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของปัญหาขยะตกค้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝ่ายค้านระบุว่า สาเหตุแท้จริงเกิดจากการขาดแคลนพนักงานจัดเก็บขยะ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดยาวนานคือการ Outsource จ้างเหมาบริการจัดเก็บขยะ ซึ่งเอกชนจะนำทั้งรถขยะ EV และกำลังคนเข้ามาบริหารจัดการทั้งหมด แต่ กทม. กลับยังดึงดันจะใช้วิธี 'เช่ารถมาขับเอง' แบบเดิม

ซึ่งนอกจากจะไม่แก้ปัญหาเรื่องคนขาดแคลนแล้ว ยังเป็นการผูกพันงบประมาณระยะยาวจนตัดโอกาสการเกิดระบบ Outsource ในอนาคต ฝ่ายค้านจึงจี้ให้ กทม. เคลียร์ 5 เงื่อนไขหลัก ทั้งการทำ Pilot, เปิด TOR โปร่งใส, เคลียร์คดีทุจริตเดิม, วางแผน Outsource และแก้ความย้อนแย้งเรื่องสถานีชาร์จ ก่อนจะมาเสนองบใหม่อีกครั้ง

ทางออกศึกงบประมาณ ผลกระทบที่คนกรุงต้องจ่าย

ทางด้าน นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่ากระบวนการที่ผ่านมาทำด้วยความโปร่งใส โดยดึง 6 กระทรวงและร่วมทำข้อตกลงคุณธรรมกับ ป.ป.ช. พร้อมระบุว่าการถูกตัดงบครั้งนี้ทำให้กรุงเทพฯ เสียโอกาสก้าวสู่เมืองไร้มลพิษ และ กทม. จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ ต่อสัญญาเช่ารถขยะเครื่องยนต์ดีเซลเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งเป็นรถเก่าที่มีมลพิษสูงและมีค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงแพงกว่า

ศึกงบประมาณครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของฝ่ายบริหาร กทม. ว่าจะกลับไปทำการบ้านแก้ปม TOR และปรับรูปแบบโครงการอย่างไร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดต่อเงินภาษีของประชาชน

related